แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายออนไลน์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายออนไลน์ แสดงบทความทั้งหมด

"กูเกิล"ดัน"Google Trader" เปิดพื้นที่ใหม่บูมอีคอมเมิร์ซ

9.7.55
โดยประชาชาติ เมื่อ 6 ก.ค.2555

ยักษ์ "กูเกิล" ดันต่อ "อีคอมเมิร์ซ" ไทย เปิด "Google Trader" พื้นที่ซื้อขายสินค้าแห่งใหม่เพิ่มทางเลือก "รายย่อย" เข้าถึงโลกอินเทอร์เน็ต ทั้งอัพเวอร์ชั่นมือถือเกาะเทรนด์สมาร์ทโฟนบูม ทั้งสุดปลื้มโปรเจ็กต์ "ธุรกิจไทยโกออนไลน์" สำเร็จเกินคาดตั้งเป้าสมาชิก 1.5 แสนรายในสิ้นปี

นางสาวพรทิพย์ กองชุน หัวหน้าฝ่ายการตลาด กูเกิล ประเทศไทยกล่าวว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง บริษัทจึงเปิดตัว "Google Trader" เว็บไซต์ที่ทำให้การขายของเป็นเรื่องง่ายขึ้น ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถถ่ายภาพและลงเนื้อหาที่ต้องการจำหน่ายและอัพโหลด ขึ้นเว็บไซต์ ขั้นตอนและคำสั่งทั้งหมดจะเป็นภาษาไทย ซึ่งจะเป็นเพียงพื้นที่พบปะระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขาย หลังจากตกลงราคากันแล้วต้องติดต่อกันเอง

นอกจากนี้ ยังทำเวอร์ชั่นที่ใช้งานบนโทรศัพท์มือถือเพื่อสร้างความสะดวกในการใช้งานมาก ขึ้นด้วย เนื่องจากผู้ประกอบการบางรายไม่เชี่ยวชาญในการใช้คอมพิวเตอร์ แต่เริ่มมีความคุ้นเคยกับสมาร์ทโฟนแล้ว

โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่ 5 จากทั่วโลกที่กูเกิลเปิดให้บริการนี้ หลังจากเปิดใช้ในประเทศกานา, เคนยา, ไนจีเรีย และยูกันดา เนื่องจากค่อนข้างประสบความสำเร็จในโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดใช้ภาษาไทยเต็มรูปแบบ, การสำรวจแผนที่เพื่อทำสตรีตวิวและธุรกิจไทยโกออนไลน์ เป็นต้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียนด้วยกัน

อีกทั้งจากข้อมูล พบว่าผู้บริโภคกว่า 8 ใน 10 คนที่ใช้ระบบค้นหาบนอินเทอร์เน็ต เพื่อต้องการหาสินค้าและบริการมาใช้งาน มีผู้ประกอบการเพียง 1 ใน 10 รายเท่านั้นที่มีเว็บไซต์หรือสินค้าอยู่บนอินเทอร์เน็ต เมื่อมีเว็บไซต์โอกาสที่ผู้ประกอบการจะตามทันผู้บริโภคก็จะเพิ่มมากขึ้น

"ในไทยมีผู้ประกอบการรายย่อยราว 3 ล้านราย แต่คนที่พร้อมให้บริการทางอินเทอร์เน็ตมีแค่ 5-10% เท่านั้น ปัจจัยหลัก ๆ มาจากความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ที่น้อย รวมถึงไม่รู้ว่ามีเว็บไซต์แบบนี้อยู่ ถ้าปล่อยไปจนถึงเวลาของประชาคมอาเซียนอีก 3 ปีข้างหน้า จะทำให้เราไม่สามารถไปแข่งขันกับประเทศอื่นได้ หรือกลายเป็นพื้นที่ตลาดให้ต่างชาติมาเจาะ แทนที่จะเป็นผู้ประกอบการ และไปตีตลาดต่างประเทศ"

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของกูเกิลในครั้งนี้ไม่ใช่จะมาแข่งขันกับเว็บคลาสซิฟายที่มีอยู่เดิม แต่เป็นตัวช่วยอีกเว็บที่จะเป็นพื้นที่ให้ผู้ประกอบการสามารถขายของได้ง่าย ขึ้น และไม่หวังสิ่งตอบแทน เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายในการฝากขาย

หลังจากเปิดตัวมาเพียง 1 อาทิตย์มีผู้ที่สนใจมาฝากสินค้าพอสมควร เน้นไปที่ประเภทรถยนต์, เสื้อผ้า และโทรศัพท์มือถือ เป็นหลัก ซึ่งได้ประชาสัมพันธ์ผ่านทีมการตลาดที่จะเข้าไปหาผู้ประกอบการตามพื้นที่ ต่าง ๆ เช่น มาบุญครอง, ตลาดนัดจตุจักร และเอเซียทีค เป็นต้น

นางสาว พรทิพย์กล่าวถึงโครงการ "ธุรกิจไทยโกออนไลน์" ที่เป็นโซลูชั่นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งดำเนินการมาครบ 1 ปีแล้วว่าประสบความสำเร็จด้วยดี มีผู้เข้าร่วมโครงการเกินเป้าหมาย จากเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 5 หมื่นราย แต่เมื่อครบปีมีกว่า 1 แสนราย และมีเว็บไซต์ของตนเองที่พร้อมทำธุรกิจได้อีก 6 หมื่นราย กลุ่มที่เข้าร่วมโครงการเป็นร้านค้าปลีกกว่า 40% รองลงมาเป็นงานบริการ และอุตสาหกรรมแบบธุรกิจต่อธุรกิจ อีก 18% และ 13% ตามลำดับ

และในปี นี้ตั้งเป้ามีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการเป็น 1.5 แสนราย รวมถึงเร่งทำให้ทั้งหมดเปิดเว็บไซต์ของตนเองให้เร็วที่สุดผ่านการอบรม จากบริษัทและพาร์ตเนอร์ ซึ่งจะช่วยเหลือด้านต่าง ๆ เช่น ธนาคารกสิกรไทย ดูแลเรื่องบัญชีการเงิน และไปรษณีย์ไทย ดูแลเรื่องการขนส่ง เป็นต้น
Read more ...

Zappos แบบอย่างบริษัท สุข+สำเร็จZappos แบบอย่างบริษัท สุข+สำเร็จ

29.2.55







โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 17 มีนาคม 2554

สัปดาห์นี้ผมขอเล่าถึงบริษัทหนึ่งที่ประสบความสำเร็จและโด่งดังมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นั่นคือ Zappos ครับ ในอเมริกานั้นเป็นบริษัทที่โด่งดัง ขนาดว่าถูกเขียนเป็นบทความลงหนังสือมากมาย

แต่ในเมืองไทยยังไม่ค่อยรู้จักนักเนื่องจากบริษัทนี้เขาทำธุรกิจที่อาจจะมาไม่ถึงเมืองไทย แต่ผมเห็นว่ากรณีศึกษาของ Zappos เป็นเรื่องน่าสนใจมาก

ก่อนอื่นขอเล่าให้ฟังก่อนนะครับว่า Zappos ทำธุรกิจอะไร ถ้าให้ท่านผู้อ่านเดาก็คงเดากันได้ลำบาก Zappos เป็นบริษัทที่ขายรองเท้าออนไลน์ผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต จึงน่าสงสัยว่าเขาขายรองเท้าผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตได้อย่างไร เนื่องจากรองเท้าไม่เหมือนหนังสือที่มีมาตรฐานแบบเดียวให้เลือก แต่รองเท้าของแต่ละคนมีความแตกต่างกันทั้งรูปแบบ และสีสัน ที่สำคัญขนาดในระบบอเมริกันกับทางยุโรปก็ไม่เหมือนกันเสียด้วย อีกทั้งขนาดเดียวกันบางครั้งผู้ผลิตต่างกันก็มีความแตกต่างกันไปอีก ดังนั้น ดูแล้วรองเท้าน่าจะเป็นสินค้าตัวสุดท้ายที่สามารถขายผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตได้

Zappos ก่อตั้งขึ้นมาในปี 1999 แล้วก็ขาดทุนเรื่อยมาในช่วงสี่ปีแรก แต่หลังจากนั้นเริ่มมีกำไรขึ้นมา และบริษัทก็ทำกำไรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อปี 2009 บริษัททำยอดขายถึงหนึ่งพันล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากการมียอดขายที่เติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วบริษัทยังได้รับการยกย่องจากสื่อต่างๆ อีกมากมาย ตั้งแต่ได้รับรางวัล Business Week’s Customer Service Champ อยู่ในร้อยอันดับแรกของบริษัทที่น่าทำงานด้วยมากที่สุดจากการจัดอันดับของ Fortune และที่สำคัญเมื่อปีที่แล้ว ทางยักษ์ในโลกค้าปลีกทางอินเตอร์เน็ตอย่าง Amazon ก็ได้ซื้อหุ้นของ Zappos จำนวน 10 ล้านหุ้น ด้วยมูลค่า $928 ล้านเหรียญ ทำให้บรรดาผู้บริหารและพนักงานของ Zappos ได้เงินสดและหุ้นไปแบ่งกันในมูลค่า $40 ล้านเหรียญ

มาดูกันดีกว่าครับ ว่าความสำเร็จของ Zappos เกิดขึ้นได้เพราะปัจจัยใด

ประการแรก คือ Zappos มีนโยบายประการสำคัญ คือสามารถคืนหรือเปลี่ยนสินค้าได้ฟรีทันที (โดยไม่มีค่าใช้จ่าย) เป็นเวลา 1 ปี และที่สำคัญ การส่งสินค้าทั้งขาไปจากบริษัทสู่ลูกค้า และจากลูกค้ากลับไปที่บริษัทนั้นฟรีหมดครับ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ไม่ใช่ว่าพอไม่มีค่าขนส่งแล้วสินค้าจะส่งช้านะครับ สินค้าเขาส่งได้เร็วมาก เรียกว่าสั่งรองเท้าคืนนี้ พรุ่งนี้ก็ได้ใส่แล้ว นอกจากนี้ เขายังมีหมายเลขโทรศัพท์สำหรับให้บริการลูกค้า 24 ชั่วโมง มีการให้ความช่วยเหลือและบริการผ่านทางระบบออนไลน์ รวมทั้งยังเปิดโอกาสให้พนักงานมีการให้คะแนนต่อสินค้าด้วย

ประการที่สอง ถือว่าสำคัญสุดต่อความสำเร็จของ Zippos เป็นเรื่องของวัฒนธรรมของเขา Zippos มีวัฒนธรรมและค่านิยมที่แข็งแกร่งมากครับ และเป็นสิ่งที่เขาให้ความสำคัญมาก ไม่ใช่สักแต่ว่าเขียนขึ้นมาให้เหมือนๆ หลายๆบริษัทที่เขาทำกัน

Zippos ถอดวัฒนธรรมองค์กรของเขาออกมาเป็นค่านิยมที่พนักงานจะต้องยึดถือและปฏิบัติทั้งหมด 10 ประการด้วยกันครับ ได้แก่ 1) Deliver WOW Through Service 2) Embrace and Drive Change 3) Create Fun and a Little Weirdness 4) Be Adventurous, Creative, and Open-Minded 5) Pursue Growth and Learning 6) Build Open and Honest Relationships With Communication 7) Build a Positive Team and Family Spirit 8) Do More with Less 9) Be Passionate and Determined 10) Be Humble

ที่ Zappos เขาเชื่อว่าถ้าพนักงานสามารถปฏิบัติตามวัฒนธรรมและค่านิยมที่กำหนดไว้ได้ย่อมจะนำไปสู่การให้บริการลูกค้าที่ดี เพราะเขามองว่าการให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมและค่านิยมในการทำงาน รวมถึงการมีบุคลากรอย่างเหมาะสม จะนำไปสู่การบริการลูกค้าที่ดีเอง

เรื่องการสรรหาคนให้เหมาะสม สำหรับ Zappos ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ สำหรับผู้สมัครเลยนะครับ ในปัจจุบันเขารับเพียงคนเดียวจากใบสมัครเป็นหลักร้อยที่มาสมัคร อีกทั้งเกณฑ์การรับนั้นครึ่งหนึ่งมาจากทักษะในหน้าที่การงาน และอีกครึ่งหนึ่งเป็นโอกาส หรือศักยภาพที่จะเข้ากับวัฒนธรรมในการทำงานของ Zappos
     
เช่น ถ้าต้องการจะได้งานที่ Zappos คุณจะต้องแสดงถึงความถ่อมตัว หรือ Humble โดยใช้คำว่า We แทน I เนื่องจากทางบริษัทมองว่าการถ่อมตนเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือในการทำงานมากกว่าพวกที่มีแต่ความมั่นใจในตัวเอง และพอเข้ามาเป็นพนักงานใหม่แล้วก็ต้องผ่านการอบรมอีกสี่สัปดาห์ ในช่วงนี้วัฒนธรรม และค่านิยมการทำงานที่สำคัญของบริษัทจะถูกปลูกฝังให้กับพนักงานใหม่ทุกคน

ต้องถือว่า Zappos เป็นตัวอย่างหนึ่งของบริษัทที่แปลกแต่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือการใช้วัฒนธรรมองค์กรเป็นตัวนำ หรือขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จซึ่งผมมองว่าหลายๆ องค์กรในไทย น่าจะศึกษาเป็นแบบอย่างนะครับ
Read more ...

"Munkong Gadget" Gu (รู้) ru หูฟัง สไตล์เฮีย ๆ จับความรักมาเป็นปั้นธุรกิจ

27.2.55
โดยประชาชาติธุรกิจ เมื่อ 23 ก.พ.2555

เริ่มต้นจากความชอบส่วนตัว ไม่ได้คิดถึงเรื่อง "ธุรกิจ" แต่เพราะ "รัก" ในสิ่งที่ "ทำ" จากกูรู (รู้) เรื่องหูฟังในเว็บบอร์ดพันทิป กลายมาเป็นเว็บไซต์ "มั่นคงแก็ดเจ็ต" www.munkonggadget.com ทำได้ดีขนาดเคยได้รางวัล Best Community Award รางวัลสุดยอดนักค้าออนไลน์แห่งปี 2007 ประเภทรางวัลสุดยอดร้านค้ามีเว็บบอร์ดที่มีคนเข้ามาพูดคุยมากที่สุดแห่งปีมาแล้ว

จากเว็บคอมมิวนิตี้ยอดนิยม มาเป็นร้าน "Munkong Gadget" 4 สาขา และกำลังจะเปิดสาขาที่ 5 ใหญ่บึ้มที่ "ดิจิตอลเกตเวย์ เอกมัย" เร็ว ๆ นี้

ความรักความชอบพัฒนามาเป็นธุรกิจได้อย่างไร "ประชาชาติธุรกิจ"

มีโอกาสพูดคุยกับ

"กมล พูนทรัพย์" หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ "เฮียมั่นคง" 

กับคู่หูธุรกิจของเขา 

"มิสเตอร์เบียส" (ผู้ซึ่งถนัดส่งยิ้มอยู่ข้าง ๆ มากกว่า) 

ดังนี้

- ความเป็นมาของมั่นคงแก็ดเจ็ต

เริ่มจากผมซื้อหูฟังมาใช้เอง ยี่ห้อ KOSS รุ่น KSC35 รุ่นนี้ฝรั่งบอกว่าดีนักหนา ตั้งแต่ปี 2547 พอใช้แล้วรู้สึกว่าดีก็อยากบอกต่อ เหมือนอารมณ์อยากเล่าให้เพื่อนฟัง จึงใช้พื้นที่ในเว็บบอร์ดพันทิป ห้อง Blue Planet เขียนเล่าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ตัวนี้

คือผมเองเข้าห้องบลูแพลเน็ตเป็นประจำ สมัยนั้นชอบถ่ายรูปจึงเข้าไปแชร์ข้อมูลภาพถ่ายต่าง ๆ ในห้องนี้เป็นประจำ

พอเขียนรีวิวหูฟังตัวนี้ในพันทิป ปรากฏว่ามีคนอยากได้หูฟังตัวนี้มากมาย ฝากผมติดต่อซื้อให้ ทั้ง ๆ ที่จุดประสงค์จริง ๆ ตอนแรกแค่อยากเขียนให้คนรู้ว่า มีหูฟังตัวนี้ คุณสมบัติแบบนี้ กลายมาเป็นว่าผมต้องไปติดต่อซื้อเจ้า KSC35 ให้คนที่อยากได้

ทีแรกก็สั่งตามที่มีคนอยากได้ เมื่อมีมากขึ้นก็คิดว่าน่าจะซื้อมาเก็บไว้

สักจำนวนหนึ่งจะได้ไม่ต้องสั่งของจากเมืองนอกบ่อย ๆ เพราะมีคนต้องการอยู่เรื่อย ๆ

ทีนี้พอเริ่มจริงจังจึงขยับไปอยู่ที่ www.thaisecondhand.com เพราะเว็บพันทิปไม่ให้ขายของ

ก็เริ่มเป็นเว็บไซต์มั่นคงแก็ดเจ็ตขึ้นมา

- เริ่มจริงจัง

ประมาณนั้น แต่เอาเข้าจริงก็ยังไม่ถือว่าเป็นทางการอยู่ดี เพราะยังไม่มีหน้าร้าน พื้นที่เก็บของก็แบ่งมาจากพื้นที่ของบริษัทซิลก์สกรีนที่ผมทำอยู่ก่อน

เวลาลูกค้าสั่งของทางอินเทอร์เน็ตก็นัดส่งของ นัดจ่ายตังค์กันตามที่ต่าง ๆ ทำอยู่สักพักเริ่มไม่ไหว เพราะไม่สะดวก นัดส่งของรับเงินกันที่หน้าห้างสรรพสินค้าบ้าง ร้านกาแฟบ้าง ดูลับ ๆ ล่อ ๆ (หัวเราะ) ก็เลยคิดถึงการเปิดหน้าร้าน

- ร้านมั่นคงสาขาแรก

ใช่ครับ เปิดที่ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน แต่จะบอกว่าเป็นร้านก็ไม่ถนัดนัก เพราะวัตถุประสงค์ที่เปิดก็คือเป็นแค่หน้าร้าน เอาไว้ส่งของให้ลูกค้า

ที่สั่งซื้อทางอินเทอร์เน็ตอย่างเดียวเลย เพราะโซนร้านที่เปิดอยู่ชั้น 4 เปิดในโซนพระเครื่อง ทั้งชั้นมีร้านผมร้านเดียวที่

ไม่ได้ให้เช่าพระ (หัวเราะ)

ทั้งร้านก็มีตู้เล็กโชว์หูฟังอยู่ไม่กี่อัน คือเป็นร้านที่เปิดเพื่อส่งของอย่างที่บอก เรียกว่า คนที่มาร้านนี้ต้องตั้งใจมา ไม่มีขาจรหลงเข้ามาแน่นอน

- ตอนนั้นขายอะไรบ้าง ดีไหม ?

อยากบอกว่า ขายแค่รุ่น KSC35 อย่างเดียวเลยครับ อย่างที่บอกบรรยากาศร้านจะเงียบ ๆ เพราะอยู่ชั้นเดียวกับพระเครื่อง แต่เปิดร้านได้แค่ 3 เดือนเหมือนปาฏิหาริย์ ได้อานิสงส์ของท่านศาสดา "สตีฟ จ็อบส์" ที่บันดาลให้เกิด iPod บนโลกใบนี้ ลูกค้าเราเพิ่มขึ้นมากทันตาเห็น ใคร ๆ ก็อยากซื้อหูฟังมาใช้กับเจ้า iPod

ผมจึงนำสินค้าแบรนด์อื่น ๆ มาขาย ส่วนใหญ่ก็เป็นแบรนด์ที่มีตัวแทนจำหน่ายในไทยแล้วนะ เช่น AKG และ Sennheiser ช่วงนั้นก็ดึงคุณเบียสเข้ามาช่วยอีกแรง จากเดิมที่ทำคนเดียว

- ปัจจุบันขายกี่ยี่ห้อ กี่รุ่น

ถ้านับกันจริง ๆ Munkong Gadget มีครอบคลุมเกือบทุกยี่ห้อที่มีผู้จัดจำหน่ายในไทย ทั้ง Boss, Monster Cable และ Shure รวมถึงสินค้าที่เราติดต่อต่างประเทศเพื่อนำเข้ามาจัดจำหน่ายเอง เช่น Grado และ iBasso

ราคาสินค้ามีตั้งแต่ 275 บาท ไปจนถึงระดับแสนบาท

แต่ระดับราคาสินค้าที่ขายดีที่สุดอยู่ที่ 2-8 พันบาท เพราะไม่แพงจนเกินไป

- ก็ยังแพงนะ

จะว่าแพงไหม ผมว่าไม่ขนาดนั้น ถ้าคนที่ฟังเพลงจริงจังจะมองว่าราคาระดับนี้ไม่สูงเกินไป พวกที่มองว่าสูงอาจไม่ได้ฟังเพลงขนาดนั้น ขอแค่มีหูฟังไว้ใช้

ก็พอ รวมถึงตัวที่แพงมาก ระดับแสน

ก็จะเป็นโปรดักต์เรือธงของยี่ห้อนั้น ๆ รุ่นนั้น ๆ หรือเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ผลิตออกมาไม่กี่อัน ถือเป็นของหายาก ทำให้ราคาสูง

- ลูกค้าของมั่นคงแก็ดเจ็ตเป็นกลุ่มไหน

ค่อนข้างกว้างมาก แต่ส่วนใหญ่เลยต้องบอกว่าหลักเลยคือวัยรุ่น รองลงมาอาจเป็นวัยทำงานที่มีกำลังทรัพย์ และด้วยความที่ผมเป็นคนขี้เล่นและช่างพูดช่างคุย ผมไม่ได้มองว่าลูกค้าเป็นลูกค้า แต่มองว่าเป็นเพื่อน เวลารีวิวหูฟังในเว็บก็ตามความรู้สึก ไม่ได้คิดว่าจะขายของ ไม่ได้ฮาร์ดเซล ภาษาที่เราพูดคุยกันในเว็บก็เป็นเพื่อนเป็นพี่ โวยวายเฮฮา คุยกันไม่ได้คิดว่าเป็นคนขายของกับคนซื้อ

มีเยอะแยะที่เข้ามาคุยในเว็บปรึกษาเรื่องโน้นเรื่องนี้ เรื่องอกหักก็มี (หัวเราะ)

- munkonggadget.com ไม่ใช่เว็บขายของ

ครับ ไม่ใช่เว็บที่เน้นขายของ แต่ทำขึ้นเพื่อให้กลุ่มคนที่ชอบหูฟังมารวมตัวกัน เป็นคอมมิวนิตี้หูฟังในประเทศไทย เนื้อหาบนเว็บมีทั้งการรีวิวสินค้าที่ผมนำเข้ามาขาย รวมถึงสกู๊ปต่าง ๆ ที่เขียนขึ้นตามใจฉัน เช่น ผมไปเที่ยวที่ไหนมาก็จะมาเขียนเล่าให้ฟัง เนื้อหาต่าง ๆ บนเว็บคือตัวเรา เดินทางไปไหน ชอบอะไร มีหมด

มีเว็บบอร์ดซึ่งไม่มีกติกาใด ๆ ทั้งสิ้น ให้สมาชิกใส่ความคิดความเห็นกันเต็มที่ มีผมเป็น admin เพียงผู้เดียว มีสมาชิกกว่าหมื่นคนแล้ว มีคนเข้ามาชมเว็บต่อวัน 15,000 คน

- คิดทำเว็บให้เป็นคอมเมอร์เชียลกว่านี้ไหม

โดยส่วนตัวก็อยาก เพราะตอนนี้ยังเป็นแบบ semi-online ลูกค้าสั่งสินค้าบนเว็บแล้วก็ยังต้องโทร.มาย้ำว่าได้สินค้าไหม อยากทำให้ระบบคลังสินค้าให้ลิงก์กับเว็บเลย จะได้สะดวกในการทำงานมากขึ้น แต่ไม่ว่ายังไงก็ต้องมีความเป็นคอมมิวนิตี้เหมือนเดิม ไม่เป็นด้านการค้ามากเกินไป

- มีคู่แข่งไหม

มีเยอะมากครับ เพราะร้านขาย gadget ผุดขึ้นมาอย่างกับดอกเห็ด แต่ละเจ้าก็มีจุดต่างกันไป แต่จุดเด่นเราคือมีสินค้าให้ลองก่อนซื้อไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นราคาหลักพันหรือหลักหมื่นให้ลองได้หมด ในแง่การบริการก็จะค่อนข้างใกล้ชิดกับลูกค้า

- ยอดขายแต่ละร้าน

เฉลี่ยแล้ว 1 ร้านจะอยู่ที่ 2-3 หมื่นบาทต่อวัน สาขาสยามขายดีที่สุด ช่วงเสาร์-อาทิตย์บางทีวันละ 5 หมื่น

- วางอนาคตไว้แค่ไหน

ไม่มองถึงขนาดนั้น แต่คิดว่าจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด คิดงานเป็นชั่วโมงต่อชั่วโมง เพื่อให้ธุรกิจเดินไปได้อย่างดีที่สุด เร็ว ๆ นี้จะเปิดสาขาใหม่เพิ่มที่ดิจิตอลเกตเวย์ เอกมัย พื้นที่จะใหญ่กว่าทุกสาขา เพราะตั้งใจทำให้เป็นคอมมิวนิตี้ของคนที่รักชอบหูฟัง มีพื้นที่ให้คนมานั่งหรือนอนฟังเพลงสบาย ๆ มีมุมกาแฟ เรียกว่าอยากให้คนรักหูฟังมีพื้นที่ที่สามารถมีความสุขไปกับสิ่งที่ชอบได้ ร้านนี้ถือว่าลงทุนไปเยอะพอสมควร เฉพาะค่าเช่าก็แพงแล้ว
Read more ...