ฮือฮาหนุ่มอิตาลี สร้างเครื่องฟอกอากาศพกพา

30.11.57



โดยข่าวสด เมื่อ 30 พ.ย.2557

เว็บไซต์ Shanghaiist ของจีนรายงานว่า มีผู้พบเห็น

นักปั่นจักรยานชาวต่างชาติในนครเฉิงตู 

เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน ในประเทศจีน ทำเครื่องฟอกอากาศหายใจไว้ใช้เอง

เกิดกระแสฮือฮาในโลกออนไลน์ ภายหลังมีผู้พบเห็นนักปั่นจักรยานชาวต่างชาติที่มาพร้อมกับนวัตกรรมแปลกใหม่ นั่นคือ เครื่องฟอกอากาศทำเอง! เพราะไม่ใช่แค่แปลกตาแต่ดูเจ๋งกว่าหน้ากากกันฝุ่นธรรมดาๆ ที่รัฐบาลแจกให้เด็กนักเรียนทั่วไปเป็นไหนๆ

ชาวต่างชาติ หรือในภาษาจีนเรียกว่า "เหลาไว่" คนที่ว่านี้เป็นชาวอิตาลี ชื่อ ไมค์ ประกอบอาชีพเป็นอาจารย์อยู่ที่โรงเรียนเฉินตู 

วันดีคืนดีลุกขึ้นมาเจ้าเครื่องฟอกอากาศในบ้านของตัวเองมาปรับปรุงใหม่ให้สามารถพกพาได้ เพราะรับไม่ไหวกับฝุ่นควันมหาศาลในนครแห่งนี้อีกต่อไป

นายไมค์กล่าวว่า เครื่องฟอกอากาศใช้พลังงานจากแบตเตอรี่และหม้อแปลงระบบไฟฟ้า หมดเงินไปทั้งหมดก็ 1,500 หยวน หรือราว 8,000 บาท

"เห็นแบกไปแบกมาแบบเนี้ยผมไม่เหนื่อยนะ ของมันก็ต้องแลกกันบ้าง สู้เอาอากาศสะอาดมาหายใจดีกว่า" หนุ่มอิตาลีกล่าว

ด้านผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า การดัดแปลงเครื่องฟอกอากาศในบ้านเรือนมาเป็นเครื่องฟอกอากาศแบบพกพานั้นเป็นไปได้ แต่ประสิทธิภาพอาจไม่เท่ากันกับการสวมใส่หน้ากากกันฝุ่นคุณภาพดีๆ
Read more ...

เคบับ มีดีอะไร ทำไมเจาะตลาดยุโรปได้

28.11.57

โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 28 พ.ย.2557

เคบับ กลายเป็นอาหารยอดฮิต ที่สามารถเจาะตลาดยุโรป ซึ่งมีปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ให้เปิดรับอาหารตะวันออกกลางได้ไม่ยาก เพราะคุณค่าทางโภชนาการสูง แถมราคายังถูก และความนิยมนี้ ยังเป็นช่องทางสร้างรายได้ที่น่าพอใจให้แก่บรรดาร้านค้าต่างๆ ด้วย

เคบับ เป็นอาหารตะวันออกกลางจำพวกเนื้อเสียบไม้ย่างที่พบได้ทั่วไปในภูมิภาค แต่ในระยะหลัง 'เคบับ' ได้รับความนิยมมากขึ้นในภูมิภาคอื่นๆ ทั้งในยุโรปและเอเชีย ซึ่งน่าแปลกใจที่หนึ่งในประเทศเหล่านี้ กลับเป็นประเทศที่มีอาหารประจำชาติขึ้นชื่ออย่าง อิตาลี

ช่วงไม่กี่ปีให้หลัง อิตาลี ที่โด่งดังเรื่อง พิซซา สปาเกตตี ชีสมอซซาเรลลา และไอศกรีมเจลาโต กลับเปิดรับวัฒนธรรมอาหารต่างถิ่นมากขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และเลิกพฤติกรรมตั้งคำถามกับสิ่งที่ไม่ได้ผลิตขึ้นในประเทศของตัวเอง

หนึ่งในร้านเคบับ ที่เปิดให้บริการใจกลางกรุงโรมของอิตาลี เปิดเผยว่า ที่นี่ขายทั้งพิซซา พาย และข้าวผัดสไตล์อิตาเลียน แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ กลับเข้ามาถามหาถึงเคบับ และบางรายก็สั่งฟาลาเฟล ที่เป็นอาหารประเภทถั่วของชาวตะวันออกกลางด้วย เพื่อแกล้มกับเบียร์เย็นๆ

ทั้งหมดนี้ อาจมีปัจจัยมาจากการอพยพของชาวแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง ประกอบกับ วิกฤตเศรษฐกิจที่บังคับให้หลายครัวเรือน ต้องประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าอาหาร ทำให้เคบับ ซึ่งเป็นเมนูที่ง่าย ถูก เร็ว และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง กลายเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับชาวอิตาเลียนจำนวนมาก

แม้แต่ในย่านของชาวอาหรับในกรุงโรม ที่ขึ้นชื่อเรื่องการผสมผสานเครื่องปรุงตะวันออกกลางเข้ากับพาสตาและอาหารอิตาเลียนอื่นๆ เพื่อสร้างความแปลกใหม่ ไม่ฉีกแนวจากวัฒนธรรมการกินของชาวอิตาเลียนนัก แต่อาหารตะวันออกกลางแท้ๆ อย่างเคบับ ก็ยังได้รับความนิยมมากกว่า ทั้งการทานในร้าน และการสั่งกลับบ้าน

จากสถิติของหอการค้าแห่งชาติอิตาลี เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา พบว่า กว่า 3 แสนกิจการในประเทศ เป็นของชาวต่างชาติ และหลายกิจการที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจะเป็นร้านอาหาร ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและอัตราการว่างงานของอิตาลีได้เป็นอย่างดี จนทำให้ชาวอิตาเลียนรุ่นใหม่ เริ่มหันมาสนใจที่จะเปิดร้านอาหารต่างชาติบ้างแล้วเช่นกัน

ไม่เพียงแต่เป็นอาหารที่อร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น แต่กิจการที่เกี่ยวข้องกับเคบับ ล้วนได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จอย่างมากไปตามๆ กัน ทั้งยังเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจของอิตาลีโดยรวมอีกด้วย อาจเรียกได้ว่า เคบับนั้น ดีต่อทั้งเจ้าของกิจการชาวอาหรับ และดีต่อทั้งเจ้าของประเทศชาวอิตาเลียน เลยทีเดียว
 
Read more ...

ฟินแลนด์เปิดตัว 'สวนตั้งโต๊ะอัจฉริยะ' รุ่นล่าสุด

25.11.57
โดยวอยซ์ทีวี Green Voice ประจำวันที่  25 พฤศจิกายน 2557

แม้ว่าการปลูกต้นไม้โดยไม่ใช้ดินในพื้นที่จำกัดจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ลองไปดูกระถางต้นไม้อัจฉริยะรุ่นล่าสุดจากฟินแลนด์นี้ แล้วคุณจะรู้ว่าการสร้างพื้นที่สีเขียวภายในบ้านไม่ได้ยากอย่างที่คิด และอาจจะคิดอยากเป็นเจ้าของเจ้าเครื่องนี้ขึ้นมาเลยทีเดียว  

ในช่วง 2 ถึง 3 ปีที่ผ่านมา เทรนด์การปลูกต้นไม้ขนาดกะทัดรัดเพื่อสามารถสร้างพื้นที่สีเขียวภายในบ้าน ภายในห้องอพาร์ตเมนต์ หรือแม้แต่บนโต๊ะทำงาน ได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้เทรนด์สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ก็เริ่มที่จะคล้อยตามและตอบโจทย์ดังกล่าว ตลอดจนมีการออกแบบพื้นที่สีเขียวรูปแบบต่างๆ ขึ้นมา เพื่อให้ผู้ใช้ได้เลือกตกแต่งบ้านในแบบที่ชอบ

แต่ไม่ใช่ทุกประเทศที่จะสามารถปลูกต้นไม้ได้ตามใจชอบ เนื่องมาจากสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช จึงทำให้เทรนด์การปลูกต้นไม้และพืชผักสวนครัวในร่มมีความจำเป็นมากยิ่งขึ้นสำหรับบางประเทศ ไม่ได้ทำไปตามกระแส หรือเพื่อแสดงศักยภาพของการคิดค้นนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว

ผู้ประกอบการรายหนึ่งจากประเทศฟินแลนด์จึงคิดค้นวิธีปลูกต้นไม้แบบไฮโดรโปนิกส์ด้วยสวนตั้งโต๊ะอัจฉริยะที่มีชื่อว่า "แพลนทุย แพลนเทชัน" (Plantui Plantation) ที่มุ่งเน้นให้ผู้คนหันมาสร้างพื้นที่สีเขียวได้ง่ายๆ ในเมือง โดยแพลนทุยจะทำให้ผู้ปลูกสามารถปลูกต้นไม้ชนิดใดก็ได้ในร่ม โดยจำกัดความสูงที่ประมาณ 2 เมตรเลยทีเดียว

แน่นอนว่าสวนในร่มไม่ใช่คอนเซปต์ใหม่ และหลายบริษัทก็พยายามเปิดตัวกระถางต้นไม้อัจฉริยะมาแล้วหลายครั้ง แต่สิ่งที่แพลนทุยนำเสนอในรุ่นล่าสุดนี้ได้เพิ่มความหลากหลายในการเลือกพืชที่จะปลูก โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางกระถางที่ 45 เซนติเมตร และปรับความสูงต้นไม้ได้ตั้งแต่ 28 ถึง 200 เซนติเมตร นอกจากนี้ยังสามารถปลูกพืชสวนครัวอื่นๆ อย่างมะเขือเทศ พริก และแตงกวาได้อีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น แพลนทุยรุ่นใหม่ยังเปิดโอกาสให้ผู้ปลูกสามารถควบคุมปริมาณแสงและน้ำได้ด้วยตัวเอง เพื่อกำหนดลักษณะผลผลิตให้เป็นไปตามต้องการได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งหากไม่ต้องการที่จะกำหนดเอง ระบบก็สามารถคำนวณให้ได้เช่นกัน
บริษัทผู้ผลิตเปิดเผยว่าปริมาณแสงที่แตกต่างกันจะเป็นตัวกำหนดลักษณะของผลผลิตได้ ทั้งรสชาติและขนาดของลำต้น โดยการปรับใช้แสงสีแดงและสีน้ำเงินสลับกัน เช่น ถ้าใช้แสงสีแดงมากกว่า รสชาติของผักผลไม้ก็จะนุ่มนวลกว่า ขณะที่ถ้าใช้แสงสีน้ำเงินมากกว่า ลำต้นก็จะกะทัดรัด เหมาะกับพื้นที่จำกัดมากกว่า เป็นต้น

การใช้ไฟฟ้าของกระถางต้นไม้แพลนทุยจะตกอยู่ที่ปีละ 120 กิโลวัตต์-ชั่วโมง  สามารถปลูกต้นกล้าได้กระถางละมากถึง 12 ต้น  มีระยะการปลูกตั้งแต่ 35 ถึง 150 วัน ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชที่ปลูก  ซึ่งโครงการแพลนทุย แพลนเทชัน กำลังอยู่ในช่วงระดมทุน ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปสั่งซื้อได้ที่เว็บไซต์อินดีโกโก ในราคา 250 ดอลลาร์ หรือราว 8,200 บาท และเริ่มจัดส่งได้ตั้งแต่เดือนมีนาคมปีหน้าเป็นต้นไป
Read more ...

อพาร์ทเม้นท์ 8 ตร.ม.ในปารีส

3.11.57

เมื่อ 3 พ.ย.2557
ตัวอย่างการปรับปรุงอพาร์ทเม้นท์ในเมืองปารีส ฝรั่งเศส ให้น่าอยู่ 
ใครมีพื้นที่น้อย ๆ นำไปใช้ได้

Read more ...

นวัตกรรมเพื่อการเพาะปลูกรางวัล 'บิล เกตส์'

1.11.57
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 15 ม.ค.2557

นักประดิษฐ์ชาวบราซิล พัฒนาระบบเพาะเมล็ดพืชแนวใหม่ ที่ช่วยเพิ่มผลผลิต และเหมาะแก่การทำการเกษตรแบบยั่งยืน โดยนวัตกรรมดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ "บิล แอนด์ เมลินดา เกตส์" ท่ามกลางความหวังในการยกระดับการเพาะปลูกในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก นวัตกรรมนี้มีความพิเศษอย่างไร

เมล็ดพันธุ์พืชจำนวนมาก ถูกนำมาเทกองรวมกันในห้องทดลองของผู้ประกอบการชาวบราซิล ก่อนนำไปดัดแปลง และปรับใช้กับระบบเพาะปลูกพืชแนวใหม่ ซึ่งคาดว่าจะกลายเป็นนวัตกรรมที่ปฏิวัติวงการเกษตร โดยเฉพาะการทำฟาร์มขนาดเล็กทั่วโลกในอนาคต

นวัตกรรมดังกล่าวมีระบบการทำงานเรียบง่าย เพียงแค่นำเมล็ดพันธุ์พืชที่เตรียมไว้ มาจัดวางเรียงกันบนเทปเซลลูโลส ในระยะห่างที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิด จากนั้น เกษตรกรสามารถนำเทปเซลลูโลสนี้ไปฝังกลบบนแปลงเพาะปลูกได้อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องจักรให้สิ้นเปลืองเงินทองแต่อย่างใด

นายมัทเธอุส มาร์ราฟอน นักปฐพีวิทยา และผู้ประกอบการวัย 29 ปี ซึ่งเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมนี้ เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของนวัตกรรมดังกล่าว คือ การจัดวางระยะห่างของเมล็ดพันธุ์พืชที่เหมาะสม ทำให้พืชสามารถเจริญงอกงามได้อย่างเต็มที่หลังเติบโตออกมาเป็นต้นแล้ว

สิ่งประดิษฐ์ที่เขาคิดค้นขึ้นนี้ มาจากแรงบันดาลใจในการช่วยมารดาทำฟาร์มขนาดเล็กของครอบครัว ซึ่งนอกจากจะลดปัญหาเรื่องการใช้เครื่องจักร และทำให้การเพาะเมล็ดมีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว แผ่นเซลลูโลสที่ใช้ยังมีคุณสมบัติในการเก็บกักน้ำ และความชื้น ทำให้เมล็ดพืชเติบโตได้ดี ทั้งยังช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืชกัดกินเมล็ด และสามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ถือเป็นหนึ่งในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืนในอนาคต

นายมาร์ราฟอนระบุว่า นวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนี้ จะทำให้อัตราความสำเร็จในการเพาะเมล็ดพันธุ์มีมากขึ้น และจะทำให้ผลผลิตของฟาร์มขนาดเล็ก และฟาร์มแบบครัวเรือนเพิ่มขึ้นได้มากถึงร้อยละ 50

นวัตกรรมนี้ได้รับการคัดเลือกจากมูลนิธิบิล แอนด์ เมลินดา เกตส์ เมื่อปลายปีที่แล้ว ให้ได้รับเงินสนับสนุนจำนวน 1 แสนดอลลาร์ หรือกว่า 3 ล้านบาท ท่ามกลางสิ่งประดิษฐ์อื่นๆที่ยื่นขอเงินทุนจากมูลนิธิทั้งหมด 2,700 ราย ขณะที่นายมาร์ราฟอน เปิดเผยว่า เขาจะใช้เงินที่ได้เพื่อนำนวัตกรรมของเขาไปปรับปรุง และทดลองใช้กับสถานที่จริงในทวีปแอฟริกา

ขณะเดียวกัน หากการทดลองนี้ประสบความสำเร็จ มูลนิธิบิล แอนด์ เมลินดา เกตส์ ซึ่งก่อตั้งโดยเศรษฐีใจบุญผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ ยังมีแผนมอบเงินก้อนใหม่ให้เขา เพื่อนำไปใช้ปรับปรุง และพัฒนาดีไซน์ในขั้นตอนต่อไปอีกเป็นจำนวน 1 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 30 ล้านบาท
Read more ...

ชั้นวาง DIY ที่ผลิตจากวัชพืชและเศษหนังสือพิมพ์เหลือใช้

22.6.57
Cardboard modular shelving :  ชั้นวาง DIY ที่ผลิตจากวัชพืชและเศษหนังสือพิมพ์เหลือใช้ สามารถจัดวางรูปแบบได้ตามต้องการ

Read more ...

อะไรที่ยังเป็นอุปสรรคในการทำให้ 3D Printer เป็นที่นิยมใช้กันในบ้านเหมือนเครื่อง 2D printer

28.4.57
โดย https://www.facebook.com/3DPrinterThailand เมื่อ 5 ก.พ.2557

บทความสัมภาษณ์ความคิดเห็นจาก Conor MacCormack ผู้บริหารจากบริษัท Mcor เกี่ยวกับความเห็นว่าอะไรที่ยังเป็นอุปสรรคในการทำให้ 3D Printer เป็นที่นิยมใช้กันในบ้านเหมือนเครื่อง 2D printer ในปี 2012 เครื่องปริ๊นเตอร์แบบหมึกสามารถขายได้ 285,000เครื่องต่อวัน (ข้อมูลจากZdnet) ในขณะที่ 3D Printer ในปี 2013 ขายได้ 160เครื่องต่อวัน (ข้อมูลจากGartner) เท่านั้น 

1) Speed - ชิ้นงานควรสามารถปริ๊นเสร็จในไม่กี่นาที ไม่ใช่ในกี่ชั่วโมง ยิ่งถ้างานปริ๊นค้างคืน ตื่นมาเจอว่ามันเสียบ่อยๆ คนคงเลิกใช้กันหลายคน

2) Materials - วัสดุที่ใช้ได้ยังจำกัด ทำให้ไม่สามารถผลิตของที่ใช้ได้จริง ส่วนใหญ่ในตอนนี้ พลาสติก ABS & PLA เป็นวัสดุหลักของเครื่อง 3D Printer แบบใช้ในบ้านเท่านั้น

3) Price - ราคาเครื่องและวัสดุต้องต่ำกว่าในปัจจะบันถ้าต้องการขายในตลาดผู้บริโภคทั่วไป เครื่อง3D Printer คุณภาพดี ไม่ควรมีราคาเกิน US1,000

4) Color - ผู้ใช้ในบ้านส่วนใหญ่ คงไม่มีคนไหนที่ต้องการมานั่งลงสีบนชิ้นงานเองทุกครั้ง การปริ๊นเป็นสีออกมาเลย จะดึงดูดมากกว่า แต่ในขณะนี้ มีแต่ในเครื่องระดับ Commercial & Industrial เท่านั้นที่สามารถทำได้ ในราคาที่ผู้ใช้ในบ้าน ไม่สามารถเข้าถึงได้

5) Safe and clean - แตกต่างจากโรงงานหรือออฟฟิศที่มีห้องเฉพาะสำหรับใช้งานกับเครื่องประเภทนี้ ที่แยกจากส่วนทำงาน แต่ในบ้าน คนส่วนใหญ่ก็จะวางไว้ที่ห้องนั่งเล่น หรือ แม้แต่ในห้องนอน ซึ่งเครื่อง 3D Printer ผลิตทั้งกลิ่นและผงพลาสติก ซึ่งการสูดดมไปนานๆไม่ดีต่อร่างกายแน่นอน ต้องพัฒนาเทคโนโลยี่ให้สามารถใช้งานได้ปลอดภัยในบ้าน ซึ่งอาจหมายถึงขบวนการหรือวัสดุที่ต้องการเปลี่ยนแปลง

6) The entire ecosystem has to be easy to use - การใช้งานโดยรวมของทั้งระบบต้องง่าย ผู้ใช้ทั่วไปส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เรื่อง 3D Modelling Software หรือ เรื่องเครื่องจักร การทำให้ผู้ใช้สามารถใช้เครื่องได้เต็มประสิทธิ์ภาพในขณะที่ไม่ต้องใช้เวลาเรียนรู้นาน จะทำให้ครอบคลุมผู้ใช้งานได้หลากหลายกลุ่มมากขึ้น


http://www.engineering.com/3DPrinting/3DPrintingArticles/ArticleID/7080/When-will-3D-Printing-Reach-a-Mass-Consumer-Audience.aspx
Read more ...

"สาวเกาหลี"รวยเละ! รับจ้าง"กินข้าวออนไลน์"

11.2.57



โดยข่าวสด เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 เวลา 02:47 น.

ยุคนี้ 1 ในพฤติกรรม-กิจกรรมฮิตในโลกออนไลน์ หนีไม่พ้นอาการที่ใครๆ ต่างพากันถ่ายรูป-ถ่ายวิดีโอ เพื่อถ่ายทอดความรู้สึก แบ่งปันประสบการณ์การแสดงออกของตัวเองให้เพื่อนใน "โลกเสมือน" ได้รับรู้

ในโลกออนไลน์ ช่วยให้มนุษย์เชื่อมต่อถึงกันได้ ทุกที่ทุกเวลา

เรียกว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ แค่ปลายคลิก

"ปาร์ก โซยอน" สาวสวยเกาหลีใต้ นัยน์ตาโตสุดแบ๊ว แม้จะ ไม่ได้เป็นดาราสาวคิวชุกที่แสดงซีรีส์ หรือเป็นสมาชิกนักร้องเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีโชว์เสียงใสกับท่าเต้นสุดเป๊ะให้หลายๆ คนได้คลั่งไคล้ ชื่นชม

แต่เชื่อหรือไม่ว่า สาวตัวเล็ก หุ่นดีสุดๆ คนนี้เล็งเห็นประโยชน์ของการ "แชร์โลกเสมือน" จนสร้างอาชีพใหม่ "รับจ้างเป็นเพื่อนกินข้าวผ่านโลกออนไลน์" กระทั่งโกยเงิน สร้างรายได้ให้กับตัวเองได้เดือนละกว่า 9,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 288,000 บาทต่อเดือน!

ด้วยอาชีพพิสดารดังกล่าวนี่เอง ทำให้สำนักข่าวรอยเตอร์ถึงกับส่งนักข่าวไปเจาะลึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้วรายงานไปทั่วโลก!

"ปาร์ก โซยอน" สาวชาวเกาหลีใต้ วัย 34 ปี มีฉายาโด่งดังในโลกออนไลน์ที่รู้จักกันในชื่อแม่สาว "ดีว่า" ประจำเว็บแคม

ทุกๆ วัน โซยอน จะสนุกกับการทำกับข้าว หลากเมนู ยกมาตั้งหน้าคอมพิวเตอร์ ก่อนเปิด "กล้องเว็บแคม" แล้วนั่งกินข้าวหน้าจอ เผยแพร่ข้อมูลออนไลน์สู่เพื่อนๆ และเหล่าแฟนคลับในสังคมโซเชี่ยลมีเดียที่เชื่อมต่อเว็บแคมเพื่อติดตามอิริยาบถการกินอาหารของดีว่า และร่วมพูดคุยกันขณะกินข้าวนานเป็นชั่วโมง

แต่เดี๋ยวก่อน โซยอนมีเงื่อนไขว่าใครที่อยากจะกินข้าวกับเธอผ่านโลกออนไลน์ ก็ต้องจ่ายเงินค่าบริการให้ก่อน

เพราะมีคนรอต่อคิวทานข้าวผ่านเว็บแคมกับสาวโซยอน เยอะมาก!

ก่อนหน้านี้ โซยอนทำงานอยู่ที่บริษัทเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา

สาววัย 34 ปี จะมานั่งทานข้าวผ่านวิดีโอแช็ตทุกครั้งในช่วงเวลาหลังเลิกงาน ประมาณ 2- 3 ทุ่มของทุกวัน

แปลกที่โซยอนกินอาหารมื้อดึก ทั้งสเต๊ก พิซซ่า อาหารเกาหลีจานยักษ์ แต่ก็ไม่อ้วนเลย แถมยังน่ารัก หุ่นเช้งจนหลายๆ คนต้องอิจฉา กระทั่งผู้คนมากหน้าหลายตาในสังคมออนไลน์หลั่งไหลเข้ามาดูดีว่าสาวอย่างไม่ขาดสาย

จนผลสุดท้าย โซยอนต้องลาออกจากงานประจำมาเพื่อทำอาชีพ "กินข้าวออนไลน์" อย่างเต็มตัว!

"คนส่วนใหญ่ดูมีความสุข และชอบที่จะนั่งฟัง นั่งพูดคุย แล้วก็นั่งดูฉันทำโน่นทำนี่ผ่านโลกออนไลน์ เมื่อคนเหล่านั้นไม่สามารถที่จะทานอาหารได้มากอย่างที่ฉันทาน เพราะไม่อยากกินอาหารมื้อดึก หรืออยู่ในช่วงที่กำลังลดน้ำหนัก" โซยอนบอกนักข่าวรอยเตอร์อย่างนั้น

รอยเตอร์ระบุด้วยว่า การที่หลายคนยอม "จ่ายเงิน" เพียงเพื่อแลกกับการกินข้าวออนไลน์กับโซยอน ในแต่ละมื้อ

รวมถึงหลายต่อหลายคนที่เสพติดการพูดคุยกับผู้คนผ่านวิดีโอแช็ตออนไลน์ในสหรัฐ...

จัดเป็น "อาการติดอินเตอร์เน็ตชนิดหนึ่ง" ซึ่งในภาษาเกาหลีเรียกว่า เมียง-บัง (Meok-Bang) หมายถึง การบรรเทาความเหงา และชดเชยความต้องการภายในจิตใจ

ปัจจุบันดูเหมือนว่าสมาชิกในแต่ละครัวเรือนของเกาหลีใต้ มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นคนเหงา และมีพฤติกรรมกินข้าวคนเดียวมากขึ้น ถึง 3 เท่าของจำนวนประชากรเกาหลีทั้งหมดในรอบ 15 ปีที่ผ่านมา
และแล้วกิจกรรมแสนสุขของโซยอนก็เดินเข้ามาตอบโจทย์

ช่วยบรรเทาความเหงาผ่านบริการการกินข้าวออนไลน์ จนทำเงินถึงเดือนละเกือบ 3 แสนบาท
พงษ์ผกา ภวภูตานนท์ฯ / รายงาน 
Read more ...

ถังน้ำหมุนๆ คอลัมน์ หมุนก่อนโลก

10.1.57
โดยข่าวสด เมื่อ 9 ม.ค.2556

ปอลนาโช่ khaosod.sci@gmail.com

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นภาพผู้หญิงและเด็กในประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาส่วนใหญ่ เวลาต้องไปตักน้ำในบ่อน้ำขุด หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ มักใช้วิธีเทินถังน้ำไว้บนศีรษะ แล้วเดินเรียงแถวกันกลางแดดร้อนๆ

เห็นแล้วก็ทรมานแทนนะครับ

ที่สำคัญ วิธีการดังกล่าวยังไม่ปลอดภัย เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ไปจนถึงเป็นอันตรายต่อสุขภาพระยะยาว

กลุ่มลงทุนเพื่อสังคม Wello เล็งเห็นประเด็นปัญหานี้ก็เลยลงทุนคิดค้นหาวิธีช่วยเหลือคนยากจนในโลกที่สาม โดยอาศัยเทคนิควิธีการดั้งเดิมของอุปกรณ์ที่ชื่อ Hippo roller ซึ่งทดลองใช้กันเมื่อปี 2549 มีลักษณะเป็นถังน้ำติดแท่งเหล็กไว้สำหรับเข็นหรือลาก มาปรับให้ง่ายและตอบโจทย์ได้ดีกว่า

สุดท้ายจึงกลายมาเป็น วอเตอร์วีล (WaterWheel) แกลลอนใส่น้ำในรูปของล้อกลม ที่ใช้งานสะดวก และสำคัญที่สุดคือ "คงทน" ยิ่งกว่ารุ่นบรรพบุรุษอย่าง Hippo roller

โดยวอเตอร์วีล แบบมาตรฐานสามารถจุน้ำได้มากถึง 50 ลิตร มีน้ำหนัก 55 กิโลกรัม เมื่อน้ำเต็มถัง

ออกแบบมาให้เข็นหรือลากก็ได้ ด้านผิวสัมผัสรอบถังจะเป็นพลาสติกแข็งชนิดพิเศษ เคลื่อนที่ผ่านเส้นทางขรุขระได้โดยไม่ต้องกลัวแตก

ด้านข้างมีช่องเปิด/ปิด ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.16 นิ้ว ปิดด้วยฝาเกลียวแน่นสนิท

และด้วยความที่ตัววอเตอร์วีล ออกแบบมาเพื่อคนยากจนตามชนบท จึงมีการนำไปทดสอบใช้งานในหลายชุมชนที่ประเทศอินเดีย ปรากฏว่า ผลการทดสอบชี้ชัดว่า ถังน้ำหมุนๆ ชนิดนี้สามารถทุ่นเวลาการขนน้ำของชาวบ้านลงได้ถึง 5 เท่า

หรือจากที่เคยแบกเที่ยวละ 10 ลิตร ใช้ถังแบบนี้ลากแค่รอบเดียวก็ได้เลย 50 ลิตร

แถมมีข้อมูลชี้ว่า แต่เดิมสตรีอินเดียต้องใช้เวลาร้อยละ 25 ของเวลาทั้งหมดใน 1 วัน หมดไปกับการแบกหามน้ำกินน้ำใช้ในครัวเรือน แต่เมื่อใช้วอเตอร์วีล พวกเธอเหล่านั้นมีเวลาว่างเพิ่มขึ้นมา ซึ่งนำไปใช้สำหรับศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้เป็นอย่างดี
Read more ...

5 นวัตกรรมเด่นปี 2556 ที่พัฒนาโลกให้ดีขึ้น

31.12.56
โดยวอยซ์ทีวี เมื่อ 30 ธ.ค.2556

นวัตกรรมที่โดดเด่นประจำปี 2556 มีอยู่มากมาย ตั้งแต่รถยนต์พลังงานไฮบริด ไปจนถึงหุ่นยนต์ที่ถูกส่งไปช่วยนักบินอวกาศในสถานีอวกาศนานาชาติ แต่ในวันนี้ เราได้รวบรวมนวัตกรรมประจำปี 2556 ที่อาจจะเปลี่ยนแปลงโลกนี้ไปตลอดกาลเอาไว้ 5 นวัตกรรมด้วยกัน

เริ่มที่ นวัตกรรมเพาะเลี้ยงเนื้อจากห้องแล็ป ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนอาหารโดยเฉพาะ เพราะเนื้อเหล่านี้สามารถโตได้เอง เนื่องจากเป็นสเต็มเซลส์ที่เพียงแค่ให้อาหารที่เป็นโปรตีนเข้าไป มันก็จะเติบโตไปเรื่อยๆ โดยนักวิจัยใช้เวลาในการเพาะเลี้ยงเนื้อเหล่านี้นานนับเดือน กว่าจะได้แผ่นเนื้อที่สามารถเป็นไส้เบอร์เกอร์ได้ ซึ่งการวิจัยในครั้งนี้ ใช้เวลานานกว่า 5 ปี และใช้งบประมาณมากถึง 330,000 ดอลลาร์ หรือราว 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากเซอร์เกย์ บริน หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทกูเกิลนั่นเอง

ชิ้นที่ 2 คือกูเกิล กลาส หลายคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า กูเกิล กลาสมีประโยชน์มากเพียงใด ไม่ต่างอะไรจากอุปกรณ์ที่รวบรวมทุกเทคโนโลยีเอาไว้ แต่คุณสามารถสวมใส่มันได้ โดยคนธรรมดาทั่วไปอาจจะไม่ทราบว่า นวัตกรรมชิ้นนี้ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้พิการไปตลอดกาล Tammie Van Sant ผู้พิการจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้มานานกว่า 20 ปี แต่ปัจจุบัน เธอสามารถโทรศัพท์และถ่ายรูปอย่างที่เธอต้องการได้ ผ่านการใช้งานกูเกิล กลาส จึงไม่ต้องแปลกใจว่า นวัตกรรมชิ้นนี้ สร้างคุณประโยชน์ต่อโลกยุคใหม่มากเพียงใด

ชิ้นที่ 3 เดบิตการ์ดเพื่อผู้อพยพชาวซีเรีย โครงการอาหารโลกของสหประชาชาติ ได้คิดหาวิธีแก้ปัญหาการให้ความช่วยเหลือผู้อพยพชาวซีเรีย ที่เข้าไปอาศัยในประเทศเลบานอน ซึ่งแทนที่จะมีการมอบเป็นเงินสด หรือคูปองเพื่อนำไปแลกเป็นอาหาร แต่เจ้าหน้าที่ของโครงการอาหารโลกกลับคิดค้นวิธีใหม่ นั่นก็คือการให้เดบิตการ์ด ซึ่งผู้อพยพยชาวซีเรียสามารถนำเดบิตการ์ดเหล่านี้ไปซื้อของตามร้านที่เข้าร่วมโครงการกว่า 300 ร้านทั่วประเทศเลบานอน โดยนอกจากจะเป็นการช่วยเหลือผู้อพยพแล้ว ยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เลบานอนอีกด้วย เพราะเงินเหล่านี้จะถูกกระจายไปยังชาวเลบานอนโดยตรง

ชิ้นที่ 4 iShack นวัตกรรมชิ้นนี้ ออกแบบมาเพื่อตอบสนองกับสภาพความเป็นอยู่ของชาวแอฟริกาใต้ โดยเฉพาะชาวแอฟริกาใต้ที่อาศัยอยู่ในชนบท ที่มีมากถึงร้อยละ 60 ของประเทศ ซึ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้ ประสบปัญหาขาดแคลนทรัพยากรอย่างหนักและยังมีสุขอนามัยที่ไม่ค่อยดีนัก iShack จึงเป็นอุปกรณ์ที่ถูกคิดค้นขึ้นมา เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในบ้าน โดยจะมีชิ้นส่วนที่เชื่อมต่อกับแผงโซลาร์เซลล์ ที่ติดตั้งอยู่บนหลังคาบ้าน ทำให้คนในบ้านสามารถใช้ไฟเหล่านี้ในการชาร์จโทรศัพท์ รวมถึงเป็นแสงสว่างจากหลอดไฟได้อีกด้วย นอกจากนี้ iShack ยังออกแบบมาเพื่อให้สามารถกักเก็บน้ำฝนที่ไหลลงมาจากหลังคาบ้านได้อีกด้วย

ชิ้นที่ 5 Hövding นวัตกรรมชิ้นนี้เหมาะสำหรับนักปั่นทั้งหลาย รวมถึงผู้ที่ใช้จักรยานเป็นยานพาหนะหลัก เพราะมันคือสิ่งที่คิดค้นมาเพื่อปกป้องชีวิตของพวกเขาโดยเฉพาะ Hövding คือหมวกกันน็อคล่องหน ที่มีลักษณะคล้ายกับถุงลมนิรภัยในรถยนต์ เพียงแค่ผู้ปั่นสวมมันเอาไว้ที่คอ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ Hövding ก็จะพองออก เพื่อป้องกันไม่ให้สมองกระทบกระเทือนนั่นเอง ผู้ประดิษฐ์ได้ทดลอง Hövding ในหลากหลายสถานการณ์ ทั้งแบบที่มีรถยนต์มาพุ่งชนระหว่างที่นักปั่นกำลังปั่น รวมถึงลักษณะการประสบอุบัติเหตุในแบบอื่นๆ ซึ่งผลปรากฏว่า ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่จะช่วยให้นักปั่นจักรยานทั้งหลาย รู้สึกมีความปลอดภัยในชีวิตมากขึ้น
Read more ...

ไม่แปลกใจเหตุใดสิงคโปร์จึงรวยเป็นอันดับ 1 ของโลก โดย ผศ. ดร. พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์

11.12.56
โดย ผศ. ดร. พรรณชฎา ศิริวรรณบุศย์ เมื่อ 14 พ.ย. 2556

จากการสำรวจของสถาบันชั้นนำทางการเงินของโลก เช่น บริษัท ไนท์แฟรงค์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของโลก และซิตี้ ไพรเวท แบงก์ ซึ่งอยู่ในเครือซิตี้กรุ๊ป ได้เปิดเผยข้อมูลในการสำรวจความมั่นคงของประเทศต่างๆในโลก ประจำปี พ.ศ. 2555 พบว่ารายได้ประชากรต่อหัวของประเทศสิงคโปร์สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนแตะที่ระดับ 56,532 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,809,024 บาทต่อคน ซึ่งกลายเป็นอัตรารายได้ประชากรต่อหัวที่สูงที่สุดในโลก ตามด้วยอันดับ 2 ประเทศนอร์เวย์ ที่มีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 51,226 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,639,232 บาทต่อคน ส่วนอันดับที่ 3 ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ที่มีขนาดมูลค่าเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 ของโลก แต่มีรายได้ประชากรต่อหัวอยู่ที่ 45,511ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,456,352 บาทต่อคน

อีกบริษัทที่มีชื่อเสียงในการจัดลำดับความร่ำรวย คือนิตยสารฟอร์บ ได้จัดอันดับประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยมี ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ต่อหัวต่อปี (GDP (PPP)) สูงถึง 56,700 ดอลลาร์สรัฐ รองมาจาก การ์ตา และลักเซมเบิร์กตามลำดับ การจัดลำดับดังกล่าวของฟอร์บ ใช้สถิติที่คำนวณโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF โดยดูจากตัวเลข GDP (PPP) ที่ปรับตามความเท่าเทียมของอำนาจซื้อของประชาชนภายในประเทศ ฟอร์บยังได้วิเคราะห์อีกว่าสิงคโปร์ร่ำรวยได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องมาจาก เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี การผลิต การให้บริการ และการเงิน

หลายท่านคงสงสัยว่าทำไมสิงคโปร์ถึงร่ำรวยขนาดนี้ บางท่านอาจบอกว่า เพราะเป็นประเทศขนาดเล็ก ประชาชนมีไม่มาก ไม่ยากต่อการขยายความเท่าเทียมกันทางด้านรายได้ให้กับประชาชน บางท่านอาจมองว่าเป็นเพราะนโยบายที่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล รัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนาประเทศ ไม่มีปัญหาการคอร์รัปชั่นของนักการเมือง รวมทั้งข้าราชการทั่วไป และ กฎหมายมีการบังคับใช้อย่างจริงจัง แต่อีกหลายท่านอาจบอกว่าเป็นเพราะการจัดฮวงจุ้ยของประเทศ ทำให้ประเทศพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว และร่ำรวยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ มีหลายปัจจัยที่มีการคาดคะเนและวิเคราะห์กันถึงความร่ำรวยอย่างต่อเนื่องของประเทศเล็กๆที่มีพื้นที่เท่ากับจังหวัดภูเก็ตของบ้านเรา แต่ปัจจัยที่อาจนำไปสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของประเทศ และประชาชนในสิงคโปร์อาจแบ่งได้เป็น 3 ประเด็น คือ

ประเด็นที่แรก คน คนสิงคโปร์ มีความขยันขันแข็ง และเก็บออมเงินอย่างสม่ำเสมอ 50 % ของรายได้ ของคนสิงคโปร์จะเก็บออมไว้ ส่วนที่เหลืออาจนำไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือซื้อความสุขให้ตนเอง หรือนำไปลงทุนในด้านอื่นๆ

หากท่านได้มีโอกาสเดินทางไปยังสิงคโปร์จะพบว่าคนสิงคโปร์ขยันขันแข็ง ไม่ขี้เกียจ ผู้สูงวัยจำนวนมากยังคงทำงาน ในร้านอาหารภายในห้างสรรพสินค้า หรือ ร้านอาหารทั่วไป สามารถเห็นผู้สูงอายุจำนวนมากทำงานเป็นพนักงานเก็บจาน ล้างจาน และทำความสะอาดโต๊ะ พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้รอให้ลูกหลานมาเลี้ยงดู หรือพึ่งพารัฐบาลแต่เพียงอย่างเดียว

ประเด็นที่สอง คือ การแสวงหาความรู้ คนสิงคโปร์มีความตั้งใจในการใฝ่หาความรู้ เพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอันยั่งยืน ของประเทศต่อไป เห็นได้จากคุณภาพการศึกษาของประเทศสิงคโปร์อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก มหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ หรือ National University of Singapore เป็นมหาวิทยาลัยที่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของเอเชีย มหาลัยอันดับรองๆลงมาของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Nanyang Technological University และ Singapore Management University ก็ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันได้มีโอกาสได้รับเชิญ จากมหาวิทยาลัยในประเทศสิงคโปร์ให้ไปสอนนักศึกษาในระดับปริญญาตรี ซึ่งทำให้ได้เห็นถึงศักยภาพ ความรู้ ความสามารถของนักศึกษาสิงคโปร์ รวมทั้งความเอาใจใส่ในการใฝ่หาความรู้ และเทคโนโลยีที่มีใช้ในชั้นเรียนที่มีประสิทธิภาพมาก นักศึกษาทุกคนเตรียมตัวมาเรียนอย่างดี พร้อมทั้งกล้าแสดงออก ถามคำถามจำนวนมาก เพื่อให้เกิดความชัดเจนในประเด็นที่ตนเองสงสัย ซึ่งอาจหาได้อยากในประเทศอาเซียนอื่นๆ รวมทั้งนักเรียนนักศึกษาในบ้านเรา

นอกจากนี้การเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ เน้นการให้นักศึกษาได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่พึ่งพาความรู้จากการสอนของอาจารย์ในชั้นเรียนแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งกระตุ้นให้นักศึกษาต้องกระตือรือร้นใฝ่หาความรู้ และมีความคิดริเริ่มในวิชานั้นๆ บ้านเราเองมหาวิทยาลัยหลายแห่งได้เริ่มพัฒนาการเรียนการสอนในลักษณะนี้แล้วเพื่อเพิ่มศักยภาพให้นักศึกษากล้าคิด กล้าแสดงออกและมี ความคิดริเริ่มเป็นของตนเองในวิชาต่างๆ แต่อาจคงยังต้องใช้เวลาอีกซักระยะหนึ่งที่จะได้เห็นนักศึกษาไทยกล้าแสดงความคิดเห็น หรือตั้งคำถามภายในชั้นเรียนเหมือนในสิงคโปร์

ประเด็นสุดท้าย คือ นโยบายที่มุ่งพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของภาครัฐ รัฐบาลของสิงคโปร์สร้างนโยบายที่เข้มแข็งเพื่อผลักดันการเจริญเติบโตของประเทศในทุกๆด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านเศรษฐกิจ นโยบายการถมทะเล หรือ Land Reclamation เพื่อขยายพื้นที่ของประเทศเป็นนโยบายหนึ่งที่น่าสนใจ และมุ่งพัฒนาประเทศทั้งทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ

การถมทะเลดังกล่าวสามารถเพิ่มเนื้อที่ได้ถึง 22 % หรือ 130 ตารางกิโลเมตรในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา โดยอาศัยทรายที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอินโดนีเซีย ภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ.2573) สิงคโปร์ยังมีเป้าหมายที่จะถมทะเล เพื่อเพิ่มพื้นที่ของประเทศให้ถึง 100 ตารางกิโลเมตร อีกด้วย

ต้องชื่นชมและยอมรับแนวคิดของสิงคโปร์อย่างหนึ่งคือความพยายามที่จะเอาชนะข้อจำกัดต่างๆภายในประเทศของตน และพยายามกระโดดไปสู่เป้าหมายที่มีมูลค่าสูง ดังนั้นประเทศสิงคโปร์ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง

การถมที่ชายฝั่ง หรือ หรือ Land Reclamation ก็เช่นกัน นโยบาย นี้ถูกกำหนดให้เป็นวาระระดับชาติเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของหลายองค์กรด้วยกัน ตั้งแต่รัฐบาลรวมถึงองค์กรต่างๆของรัฐ โดยองค์กรหลักที่ทำหน้าที่รับผิดชอบโครงการถมที่ชายฝั่งทะเลนี้ คือ กระทรวงกฎหมาย หรือ Ministry of Law โดยกระทรวงนี้ได้ส่งต่อหน้าที่ไปยังคณะกรรมการแห่งชาติซึ่งถูกจัดตั้งตามกฎหมาย (Statutory Board) 3 องค์กรหลักคือ (1.) Housing and Development Board (2.) Jurong Town Corporation (3.) Port of Singapore Authority ซึ่งองค์กรหลักทั้ง สามองค์กรนี้จะดูแลในเรื่องการถมที่ชายฝั่งทะเล และมีหน้าที่รับผิดชอบโครงการถมที่ชายฝั่งตั้งแต่ยุคบุกเบิกของโครงการ

การถมทะเลดังกล่าวไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับที่อยู่อาศัยของประชากรสิงคโปร์ที่มากขึ้นทุกวัน หรือเพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจเท่านั้น รัฐบาลสิงคโปร์ยังได้มีการสร้าง และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ เนื่องจากสิงคโปร์ ไม่มีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นวัฒนธรรมโบราณ และแหล่งธรรมชาติที่สวยงามตระการตา เหมือนกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆมากนัก ดังนั้นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆดังกล่าวบนพื้นดินที่ได้มีการขยาย และพัฒนาจึงเป็นจุดสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว

สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับการพัฒนาใหม่ๆ เช่น โรงแรมมารีน่าเบย์แซน (Marrina Bay Sand) ซึ่งเป็นโรงแรมขนาดใหญ่กว่า 50 ชั้น มีรูปทรงคล้ายเรืออันดูแปลกตา และกลายเป็นสัญลักษณ์ สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศ สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งที่น่าสนใจ คือ การ์เด้นบายเดอะเบย์ (Garden By the Bay) ซึ่งเป็นการสร้างดอกไม้จำลองขนาดยักษ์ อยู่กลางพื้นที่ใหม่ที่ได้ถมทะเลขึ้นมา ทั้ง 2 แห่งนี้ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นอย่างมาก ในช่วงสุดสัปดาห์ จะพบว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากจากประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้เดินทางไปท่องเที่ยวที่สิงคโปร์ นอกจากแหล่งท่องเที่ยว 2 แห่งนี้แล้ว สิงคโปร์ยังได้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อีก เช่น สวนนกจูล่ง เซ็นโตซ่า และ สิงคโปร์ฟลายเยอว์ เป็นต้น

แนวคิดในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าว ต้องถือว่าประเทศสิงคโปร์ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง จากประเทศที่ไม่มีสถานที่วัฒนธรรมโบราณ หรือแหล่งธรรมชาติที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ แต่ประเทศนี้กลับสามารถพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ให้กลายเป็นจุดดึงดูด และได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวนานาชาติ

รัฐบาลไทย และอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้เคยพยายามเลียนแบบโครงการ หรือนโยบายของสิงคโปร์หลายอย่างทั้งการสร้างบ่อนคาสิโน เอ็นเตอร์เทนเมนท์ คอมเพลกซ์ และการถมทะเล แต่ผลคงไม่สามารถดำเนินการได้ง่ายนัก เนื่องจากการสร้าง Mega Projects ของไทยต้องฝ่าหลายด่านทั้งกฎหมาย, NGOs, การมีส่วนร่วมของประชาชนจากภาคส่วนต่างๆ และการตรวจสอบทางภาคการเมือง ซึ่งทำให้ไม่สามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว เหมือนที่เกิดขึ้นในประเทศสิงคโปร์

ความสำเร็จในการพัฒนาประเทศของสิงคโปร์ จึงน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน หากประเทศที่กำลังพัฒนาของอาเซียนลองนำแนวคิดในการพัฒนาประเทศของสิงคโปร์ไปใช้ อาจทำให้ประเทศเหล่านั้นสามารถพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาของภูมิภาคต่อไปอีกด้วย
Read more ...

นักออกแบบชาวฝรั่งเศสสร้างแบรนด์ เมซุง ทาคุยะ ในประเทศไทย

12.11.56
 
 
โดยแนวหน้า เมื่อ 27 พ.ค.2556

บินลัดฟ้าไปไกลถึงเชียงใหม่ เพื่อไปเยี่ยมชมโรงผลิตเครื่องหนังแบรนด์ลักชัวรี่แห่งเดียวในเอเชีย  อย่าง “เมซง ทาคุยะ” (Maison  Takuya) พร้อมพูดคุยกับ

มร.ฟรองซัวส์  รุสโซ  ผู้ก่อตั้ง และดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส  

แบบเป็นกันเอง ณ บริษัททาคุยะ จำกัด

มร.ฟรองซัวส์  รุสโซ  ชาวฝรั่งเศส อายุ 46 ปี เล่าถึงการก่อตั้งแบรนด์  “เมซง ทาคุยะ” ว่า  มีความฝันที่จะผลิตกระเป๋าหนังชั้นเลิศ ที่ใช้ฝีมือจริงๆ แต่มีคุณภาพระดับโลก จึงย้ายจากฝรั่งเศสมาอยู่ที่ประเทศไทยในปี ค.ศ.2007 ซึ่งตอนนั้นมองว่าผลงานและคุณภาพในการผลิตแบรนด์เครื่องหนัง ทั้งทางยุโรป อิตาลี ฝรั่งเศส  คุณภาพเริ่มลดน้อยลง  ในขณะที่โซนเอเชีย ศิลปะในการผลิตที่ใช้ฝีมือยังคงมีให้เห็นอยู่ และยังจะมีเพิ่มขึ้นด้วย

มร.ฟรองซัวส์  รุสโซ   ผู้ก่อตั้ง และดีไซเนอร์ แบรนด์เครื่องหนังลักชัวรี่ “เมซง ทาคุยะ”

และเล็งเห็นว่าทวีปที่จะเป็นจุดศูนย์กลางของลักชัวรี่อันใหม่ คือทวีปเอเชีย โดยเปรียบเทียบกับยุโรปในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นยุคที่ยุโรปกำลังพัฒนา และในยุคนี้ก็เป็นยุคที่เอเชียกำลังพัฒนา

“ผมต้องการสร้างนิวลักชัวรี่ขึ้นมาในทวีปเอเชีย โดยเลือกประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลาง  เพราะมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร  และไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร หรือมีอิทธิพลจากประเทศอื่นๆ เข้ามาแทรกแซง  ด้วยความเป็นสายเลือดไทย และความเป็นตัวตนจะเพิ่มขึ้น   ทำให้การพัฒนาไปได้อย่างง่าย  และความสามารถของคนไทยในการทำหัตถศิลป์มันอยู่ในสายเลือด และมีความละเอียดอ่อน ทำให้ตัดสินใจ และเริ่มต้นในการสร้างแบรนด์  เมซง ทาคุยะ ขึ้นที่เมืองไทย”

ในช่วงก่อตั้งเแบรนด์  “เมซง ทาคุยะ”  เริ่มผลิตเครื่องหนังอยู่ที่กรงุเทพฯ  มีพนักงานไม่กี่คน  พอถึงจุดหนึ่งมีพนักงาน 40 -50 คน จึงเริ่มขยับขยายและมาลงตัวที่จังหวัดเชียงใหม่  ปัจจุบันมีพนักงาน 160 กว่าคนแล้ว  แต่กว่าจะเป็นรูปเป็นร่างก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่าย  เพราะถึงแม้ช่างไทยจะมีฝีมือเก่งก็จริง  แต่ก็ไม่ได้มีชำนาญเฉพาะทาง  จึงต้องหาช่างจากต่างประเทศมาช่วยฝึกฝน  ซึ่งก็ใช้เวลานานนับปี   ในช่วงนั้นรู้สึกท้อ มีแต่เรื่องติดขัดตลอด  แต่ก็สามารถแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ  มาได้จนถึงทุกวันนี้

ทั้งนี้  มร.ฟรองซัวส์  รุสโซ  มองว่า ลักชัวรี่ แยกเป็น 2 กลุ่ม   โดยกลุ่มแรก เป็นกลุ่มของเทคนิค เช่น นาฬิกา  ซึ่งการประดิษฐ์นาฬิกา ถ้ามีเทคนิคใหม่ๆ หรือนวัตกรรมใหม่ๆ  จะเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะทำให้การบอกเวลาแน่นอนมากขึ้น   อีกกลุ่มหนึ่งของสินค้าลักชัวรี่ที่ดี คือ ต้องอาศัยช่างฝีมือประดิษฐ์แบบแฮนด์เมด ซึ่งมีการแยกกันสิ้นเชิงในเรื่องของเทคโนโลยี   เพราะฉะนั้น ลักชัวรี่ที่ดี  จะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี เมื่อมีการผสมผสานนวัตกรรมใหม่ๆ แล้ว ก็จะส่งผลดีให้กับสินค้านั้นๆ

ลักชัวรี่ที่ดีอีกกลุ่มหนึ่ง จะเป็นสินค้าเครื่องหนัง คือ ผลิตจากโรงงาน หรือผลิตจากเครื่องจักร แทนที่จะเป็นสิ่งที่ดี แต่กลายเป็นสิ่งที่ไม่ดี อย่างเช่น แบรนด์เนมต่างๆ  ที่เขาต้องการตอบสนองกับความต้องการของตลาด  จึงมียอดการผลิตสูง โดยใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยผลิต  ทำให้คุณภาพตกต่ำลง

ฝีมือช่างไทย ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการผลิตแบรนด์เครื่องหนังลักชัวรี่ “เมซง ทาคุยะ” ส่งขายไปทั่วโลก

จุดเด่นและเทคนิคของการผลิตเครื่องหนัง “เมซง ทาคุยะ” มร.ฟรองซัวส์  รุสโซ  เล่าว่า  การผลิตจะเหมือนสมัยก่อน  ซึ่งกระเป๋าหนึ่งใบจะใช้เวลาในการผลิต 40 -50 ชั่วโมง เนื่องจากคนๆ เดียวไม่สามารถทำทุกขั้นตอนได้ งานจะออกมาไม่สมบูรณ์  โดยจะแบ่งแผนกไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่การเลือกหนัง ตัดหนัง  เย็บหนัง ทายาหนังเพื่อประกอบเป็นกระเป๋า  ซึ่งทุกๆ ขั้นตอนจะใช้มือทำหมด  ส่วนในเรื่องของหนังที่นำมาทำเป็นกระเป๋า และแอ็คเซสเซอรี่ นั้น จะเน้นที่คุณภาพของหนังเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งหนังหนึ่งผืนจะถูกใช้สำหรับกระเป๋าหนึ่งใบเท่านั้น    และหนังทุกผืนที่นำมาผลิตจะไม่มี อยแมลงกัด ไม่มีรอยขีดข่วน หรือแม้แต่การใช้หนังเทียม และหนังพิมพ์ลายกับสินค้าทุกชนิดอีกด้วย

ส่วนหนังที่นำมาผลิต  มีทั้งหนังจระเข้จากแอฟริกาและสิงคโปร์ ซึ่งคุณภาพหนังดีมาก, หนังนกกระจอกเทศ จากยุโรป, หนังลูกวัว ซึ่งแอร์เมส จัดหามาให้ นอกจากนี้ ยังมีหนังช้าง, หนังแกะ, หนังงู และหนังฉลาม โดยมีวางจำหน่ายตามร้านดังๆ  19 ประเทศ ทั่วโลก อาทิ  Bergdorf Goodman ที่ นิวยอร์ค , Isetan ที่ ชินจูกุ โตเกียว, Collete ที่ ปารีส และ  Shinsagae ที่ โซล รวมไปถึง ประเทศฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, จีน, ฝรั่งเศส, สเปน, เยอรมัน เป็นต้น

“พื้นฐานของแบรนด์  เมซง ทาคุยะ ต้องเนี้ยบ มีทิศทางการออกแบบที่ชัดเจน  และโครงสร้างของตัวแบรนด์ต้องชัดเจน  ต้องเป๊ะ และคอนเซ็ปต์ของแบรนด์นี้ขึ้นอยุ่กับวัตถุดิบ และการใช้งาน ไม่อิงกับคอลเลคชั่น เพราะกระเป๋าควรอยู่กับเราให้นานที่สุด ไม่ควรใช้ตามสมัย หรือตามเทรนด์   แต่อาจมีการปรับเปลี่ยนรูปทรงเป็นบางครั้ง  หรือมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของหนั, สี และเทคนิคใหม่ๆ “มร.ฟรองซัวส์  รุสโซ  ทิ้งท้าย

สำหรับคนไทยไม่ต้องน้อยใจที่ยังไม่มีร้านวางจำหน่ายเครื่องหนัง เมซง ทาคุยะ อย่างเป็นทางการ มร.ฟรองซัวส์  รุสโซ  บอกว่า อีกไม่นานเกินรอจะได้สัมผัสกระเป๋าและแอ็คเซสเซอรี่ ของเขาอย่างแน่นอน  แต่ก็สามารถสั่งออเดอร์ ได้ที่ www. maisontakuya.com 
Read more ...

2 พ่อลูกคว้ารางวัล “นักเทคโนโลยีดีเด่น” จากผลงาน “รถตัดอ้อย”

11.10.56
โดยผู้จัดการ เมื่อ 9 ต.ค.2556

2 พ่อลูกคว้ารางวัล “นักเทคโนโลยีดีเด่น” จากผลงาน “รถตัดอ้อย”เทคโนโลยีเครื่องจักรกลหนักที่มีกระบะบรรจุท่อนอ้อยเป็นรายแรกของโลก และทำงานแบบอัตโนมัติ แต่ราคาถูกกว่าเครื่องจักรนำเข้าถึง 50% รับรางวัลพร้อมทีมพัฒนาเทคโนโลยีจีโนมที่ใช้ควบคุมคุณภาพสินค้าส่งออกและปรับปรุงพันธุ์พืช

มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ ประกาศมอบรางวัลนักเทคโนโลยีดีเด่น ประจำปี 2556 ให้แก่นักเทคโนโลยี 2 ทีม ได้แก่ ทีมจากห้างหุ้นส่วนจำกัด สามารถเกษตรยนต์ ซึ่งผลิตและออกแบบรถตัดอ้อยที่มีกระบะบรรจุท่อนอ้อยทำงานแบบอัตโนมัติ และทีม ดร.สมวงษ์ ตระกูลรุ่ง ผู้อำนวยการสถาบันจีโนมอห่งชาติ พร้อมคณะ

ในส่วนของทีมห้างหุ้นส่วนจำกัด สามารถเกษตรยนต์ ได้แก่ นายสามารถ ลี้ธีระนานนท์ หุ้นส่วนผู้จัดการ และ นายวิทูร ลี้ธีระนานนท์ วิศวกร ซึ่งเป็นพ่อลูกกัน และได้ออกแบบและควบคุมการผลิตรถตัดอ้อยที่มีกระบะบรรจุท่อนอ้อยทำงานแบบอัตโนมัติเป็นรายแรกของโลก

นายสามารถกล่าวระหว่างการแถลงข่าวประกาศมอบรางวัลเมื่อวันที่ 9 ต.ค.56 ณ โรงพูลแมน รางน้ำ คิงพาวเวอร์ ว่ามีแนวคิดในการพัฒนารถตัดอ้อยขึ้นมา เนื่องจากเห็นถึงปัญหาในการตัดอ้อยของชาวไร่ ซึ่งปกติจะระดมแรงงานในหมู่บ้านไปช่วยกันตัด และมักเผาไร่อ้อยเพื่อช่วยให้ตัดง่ายและตัดอ้อยได้มากขึ้น แต่ก่อให้เกิดมลภาวะที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน และยังส่งผลกระทบต่อทางเดินหายใจ

ทางห้างหุ้นส่วนได้พัฒนารถตัดอ้อยอย่างต่อเนื่องมาหลายรุ่นตั้งแต่ปี 2541 จนกระทั่งได้รถตัดอ้อยที่มีกระบะบรรจุท่อนอ้อย ซึ่งยังไม่มีผู้ผลิตรายใดในโลกผลิตขึ้น และมีกลไกที่สามารถตัดโคนอ้อย และสับท่อนอ้อยได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งจดอนุสิทธิบัตร “กลไกชุดเก็บเกี่ยวในรถตัดอ้อย” เมื่อ 19 พ.ย.55 ที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันได้ส่งออกรถตัดอ้อยไปยังบราซิล อินโดนีเซีย อินเดีย และกัมพูชาด้วย โดยราคาจำหน่ายของรถตัดอ้อยดังกล่าวถูกกว่าเครื่องจักรนำเข้าถึง 50%

ส่วนทีม ดร.สมวงษ์นั้นได้รับรางวัลพร้อมคณะจากห้องปฏิบัติการดีเอ็นเอเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันจีโนม ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ จากการใช้เทคโนโลยีฐานจีโนมิกส์กับการตรวจสอบจีโนมอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยควบคุมคุณภาพสินค้าในการส่งออกอาหารและการปรับปรุงพันธุ์พืช

นอกจากนี้ทางมูลนิธิฯ ยังมอบรางวัลนักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี 2556 แก่ ดร.บุญรัตน์ โล่วงศ์วัฒน จากหน่วยปฏิบัติการวิจัยนวัตกรรมโลหะ ภาควิชาวิศวกรรมโลหการ คณะวิสวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากการออกแบบวัสดุโดยใช้หลักการทางอุณหพลศาสตร์และการปรับปรุงโครงสร้างเชิงโลหะวิทยา เพื่อพัฒนาระบบโลหะผสมและคิดค้นเทคนิคการผลิตใหม่ สำหรับอุตสาหกรรมผลิตเครื่องประดับไทย และยังพัฒนาโลหะผสมทองคำ 18k ที่สามารถขึ้นรูปได้เหมือนพลาสติก สำหรับการผลิตชิ้นงานเครื่องประดับที่เน้นปริมาณ
Read more ...