แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหารไทย แสดงบทความทั้งหมด

ข้าวคลุกน้ำพริก’ อาชีพ‘ทำเงินจากก้นครก’

10.5.55

โดย http://goo.gl/FNOQF เมื่อ 18 ตุลาคม 2549

ข้าวคลุกน้ำพริก’ อาชีพ‘ทำเงินจากก้นครก’

“น้ำพริก” เป็นอาหารที่คู่ครัวคนไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งใครที่มีสูตรเด็ดก็สามารถที่จะสร้างอาชีพ-สร้างรายได้ กลายเป็นเจ้าตำรับน้ำพริก “แม่...” ต่าง ๆ ชนิดที่ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ และเพียงแค่ความบังเอิญด้วยการ “เอาน้ำพริกก้นครกมาคลุกกับข้าว” ก็กลายเป็น “ช่องทางทำกิน” ได้...

ธนมน เงินบำรุง เจ้าของร้าน “ฝน-ข้าวคลุกน้ำพริกโบราณ” เล่าว่า

เมื่อ 6 เดือนที่แล้วตนยังทำงานเป็นพนักงานในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ใน จ.นครราชสีมา พอช่วงเย็นกลับบ้านว่าง ๆ ก็ไม่ค่อยมีอะไรทำ คิดว่าน่าจะหาอะไรทำเสริมในช่วงเย็นบ้าง

เป็นคนชอบทานน้ำพริก และมักจะทำน้ำพริกทานเองเสมอ ที่สำคัญเป็นคนที่ชอบสะสม “ครก” ไว้ในครัว วันหนึ่งกลับบ้านมามีน้ำพริกเผาที่ตำไว้ติดอยู่ที่ก้นครก จึงเอาข้าวลงไปคลุกในครก เพื่อจะทานกับไข่ต้ม ซึ่งทานแล้ว ก็รู้สึกอร่อยดี จึงคิดว่าน่าจะทำ “ข้าวคลุกน้ำพริก” ลองขายดู เผื่อจะเป็น รายได้เสริมหลังเลิกงาน

เริ่มต้นใช้เงินลงทุนเพียงแค่ 4,000 บาท ทำน้ำพริกเพียง 4-5 อย่าง อาทิ น้ำพริกเผา น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาย่าง และน้ำพริกซาดิสต์ และขายเพียงชุดละ 15-20 บาทเท่านั้น

ส่วนข้าวของอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็หยิบมาจากในครัวแทบทั้งสิ้น ซื้อของใหม่เพิ่มเติมน้อยมาก ซึ่งในระยะเริ่มต้นก็ได้รับผลตอบรับจากลูกค้าดีมาก และลูกค้าก็ได้บอกให้ทำน้ำพริกอย่างอื่นเพิ่มขึ้น จนเป็น 10 อย่าง และเริ่มมีคนมาขอซื้อน้ำพริกของตนไปขายตามจุดต่าง ๆ ใน จ.นครราชสีมา

น้ำพริก 10 อย่างที่ว่า ก็เช่น น้ำพริกซาดิสต์, น้ำพริกนรกกุ้ง, น้ำพริกกะปิมะม่วง, น้ำพริกปลาช่อน, น้ำพริกเผากุ้ง, น้ำพริกไข่เค็ม, น้ำพริกลงเรือ, น้ำพริกปลาร้าผัด, น้ำพริกแดงแมงดา

วันนี้ ธนมน ได้บอกสูตรการทำน้ำพริก 3 อย่าง ให้กับคอลัมน์ “ช่องทางทำกิน” ซึ่งเป็นน้ำพริกที่ขายดิบขายดีในร้าน

น้ำพริกลงเรือ 

ตำพริกขี้หนู 400 กรัมกับกระเทียมปอกเปลือก 100 กรัม กะปิ 200 กรัม ตำรวมกันจนทุกอย่างเข้ากันดี จากนั้นนำน้ำพริกไปผัดน้ำมันกับหมูสับ 500 กรัม ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย น้ำปลา และน้ำมะนาว ตามใจชอบ เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อยน้ำพริกกะปิมะม่วง

ตำพริกขี้หนู 400-500 กรัม กระเทียมปอกเปลือก 100 กรัม และกะปิ 400 กรัมให้เข้ากัน จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย และน้ำมะนาว ตามใจชอบ โรยหน้าด้วยมะม่วงซอย เพื่อให้ดูน่าทาน เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย

น้ำพริกไข่เค็ม

ตำพริกขี้หนู 400 กรัม กระเทียมปอกเปลือก 100 กรัม และหอมแดงปอกเปลือก 100 กรัม จากนั้นนำน้ำพริกไปผัดน้ำมัน ใส่ไข่เค็ม 12 ฟอง ลงไปผัดให้แห้ง ปรุงรสตามใจชอบด้วย น้ำตาลทราย น้ำมะนาว และน้ำปลา

การทำเป็น “ข้าวคลุกน้ำพริก” เพื่อขาย....

ใส่ข้าวสวยพอประมาณลงไปในครกไม้ ใส่น้ำปลาลงไปเล็กน้อย และใส่น้ำพริกลงไปพอประมาณ ใช้ทัพพีคลุกให้เข้ากัน เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อยแล้ว

ข้าวคลุกน้ำพริก 1 จาน ขายในราคา 20 บาท เสิร์ฟพร้อมไข่ต้ม 1/2 ฟอง หรืออาจจะเพิ่มเครื่อง อาทิ หมูหวาน, แตงกวา, ถั่วซอย, มะม่วงฝอย, กุนเชียง, ชะอม และปลาทูทอด เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวคลุกน้ำพริกก็ได้

น้ำพริก 1 กก. (ตามสูตรข้างต้น) จะคลุกข้าวได้ประมาณ 40 จาน ขายในราคาจานละ 20 บาท มีต้นทุนประมาณจานละ 10-12 บาท ขายหมดก็จะมีรายได้ก่อนหักทุน 800 บาท

สนใจ “ข้าวคลุกน้ำพริก” สูตรโบราณ อยากติดต่อกับ ฝน-ธนมน เงินบำรุง ก็ติดต่อไปได้ที่
381 หมู่ 12 ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา
โทร. 08-6724-2993 และ 08-6256-6877

“น้ำพริกก้นครก” ก็กลายเป็น “ช่องทางทำกิน” ได้ !!

ทุนเบื้องต้น ประมาณ 4,000 บาท

ทุนวัตถุดิบ 400-480 บาท/40 จาน

รายได้ 800 บาท/40 จาน

แรงงาน 1 คนขึ้นไป

ตลาด ย่านชุมชน, ย่านค้าอาหาร

จุดน่าสนใจ ปรุงง่าย-ขายคล่อง-ราคาดี
Read more ...

ผักหวานป่า ที่ อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี

9.9.53
ผักหวานป่า 

ผักหวานป่า เป็นผักพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากเป็นที่รู้จักและเป็นที่กล่าวขานของคนทั่วไป ผักหวานป่า เป็นพืชในวงศ์ “Opilaceae” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “Melientha Sauvis” เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางมีอยู่ในป่าเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีขึ้นอยู่เกือบทุกภาคของประเทศไทย เช่น ภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ตาก เชียงราย ภาคกลางในเขตจังหวัดลพบุรี สระบุรี อุทัยธานี และภาคใต้ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จัดเป็นผักพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคโดยทั่วไป เพราะมีรสชาติ หวานมัน กรอบ อร่อย ในหนึ่งปีจะหารับประทานได้เพียงฤดูเดียว คือ ช่วงเดือน มีนาคม – พฤษภาคม 

เดิมผักหวานป่าเป็นผักพื้นบ้านที่ขึ้นอยู่ตามแหล่งธรรมชาติในท้องถิ่น แต่ปัจจุบันด้วยภูมิปัญญาของเกษตรกร อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ผักหวานป่าได้ถูกพัฒนาด้านการขยายพันธุ์จนประสบความสำเร็จ จึงได้นำต้นกล้ามาปลูกขยายพันธุ์ที่แบบสภาพไร่ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น ผักหวานป่าที่อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ได้รับการอนุรักษ์จากบรรพบุรุษหลายชั่ว อายุคน ซึ่งพบว่ามีต้นผักหวานป่าที่มีอายุมากกว่า 100 ปี อยู่ที่อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี 

จากการสำรวจเมื่อปี 2544 มีพื้นที่ปลูกประมาณ 500 ไร่เศษเท่านั้น แต่เมื่อความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สำนักงานเกษตรอำเภอบ้านหมอ จึงได้ทำการส่งเสริมให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกผักหวานป่า จนในปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกประมาณ 1,091 ไร่ เกษตรกรประมาณ 341 ครัวเรือน ในตำบลสร่างโศก ตำบลหนองบัว ตำบลบางโขมด ตำบลตลาดน้อย ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมีปริมาณมากในช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม ของทุกปี ส่วนเดือนอื่น ๆ มีผลผลิตออกสู่ตลาดเพียงเล็กน้อยผลผลิตต่อไร่ ประมาณ 300 กิโลกรัม (ขึ้นอยู่กับอายุและขนาด ของลำต้น) ผลผลิตรวมใน 2547 ประมาณ 327 ตัน มูลค่าผลผลิตประมาณ 20 ล้านบาท ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยทั้งปี ประมาณ 60 บาท/กิโลกรัม 

นอกจากนี้เกษตรกรยังมีรายได้จากการเพาะต้นกล้าจำหน่ายให้กับผู้ที่สนใจจะปลูกผักหวานป่าทั่วประเทศ ปีละประมาณ 5 ล้านบาท ฉะนั้นรายได้ที่เกิดขึ้นจาการจำหน่ายยอดผักหวานป่าและต้นกล้าผักหวานป่าเข้าสู่อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ปีละประมาณ 25 ล้านบาท 

นอกจากนี้อำเภอบ้านหมอ ยังได้ส่งเสริมให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรแปรรูปผักหวานป่า ให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่นน้ำผักหวานป่า ไวน์ผักหวานป่า ชาผักหวานป่า เป็นต้น ผักหวานป่า เป็นผักที่ให้โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินบี 2 ผู้ที่ขาดวิตามินบี 2 จะทำให้เป็นโรคปากเปื่อย (ปากนกกระจอก) หรือถ้าขาดในวัยเด็กจะทำให้ชะงักการเจริญเติบโตและแคระแกรนได้ 

นอกจากนั้นยังเป็นสมุนไพรโดยสามารถแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ต้มดื่มเป็นยาลดไข้ และช่วยในการขับถ่ายได้ดี ผักหวานป่า เป็นผักปลอดสารพิษโดยธรรมชาติอย่างน่ามหัศจรรย์ แมลงศัตรูพืชต่างๆแม้แต่หนอนต่างๆ ที่ชอบกินยอดอ่อนของพืชจะไม่กินใบของผักหวานป่า ทั้งที่แตกยอดอ่อนๆ เนื่องจากมีสารชนิดหนึ่งในใบของผักหวานป่า เช่นเดียวกับ สะเดา จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้สารเคมีใดๆ มาฉีดพ่น นอกจากนั้น แล้วต้นผักหวานป่าเองหากจะเร่งให้เจริญเติบโตเกษตรกรจะนิยมใส่ปุ๋ยคอก (มูลสัตว์) 

การขยายพันธุ์ผักหวานป่ามีวีธีที่ดีที่สุดคือ เพาะด้วยเมล็ด มีคนเคยทดลองขุดผักหวานมาจากป่าแล้วนำมาปลูกซึ่งจะเจริญเติบโตได้ประมาณ 2-3 ปี แล้วก็ตาย พบสาเหตุว่าต้นที่ขุดแยกออกมาปลูกไม่มีรากแก้ว เป็นส่วนสำคัญยิ่งของต้นไม้ยืนต้น ซึ่งคำกล่าวนี้ก็ยังไม่เป็นที่สิ้นสุด 

ชาวสวนผักหวานป่ากำลังคิดค้นกันอยู่สำหรับการขยายพันธุ์โดยวิธีปักชำ การตอนกิ่ง อยู่ระหว่างการดำเนินการทดลอง ไม่ทราบว่าจะได้ผลดีกว่าการปลูกเช่นเดียวกับเมล็ดหรือไม่อย่างไรสำหรับการปลูกด้วยเมล็ดเกษตรกรต้องสร้างสวนป่าขึ้นก่อนโดยการปลูกต้นไม้โตเร็ว เช่น มะขามเปรี้ยว, มะรุม, มะขามเทศ เพื่อให้เกิดร่มเงาหรือมีแสงแดดรำไร เพราะต้นผักหวานป่าไม่ชอบแสงแดดจัดจนเกินไป พออายุได้ 3 ปี ก็เริ่มจะเก็บใบอ่อนไปรับประทานได้ 

ตลาดจำหน่ายผักหวานป่า ได้แก่

-ตลาดท้องถิ่น
- ตลาดต่างจังหวัด เช่น อ่างทอง ลพบุรี นครสวรรค์ นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา
- ตลาดกลาง เช่น ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง เพื่อส่งต่อไปยังตลาดในกรุงเทพมหานคร ต่อไป

ตลาดต่างประเทศ

มีผู้ส่งออกรับซื้อจากเกษตรกร เพื่อบรรจุส่งออกต่างประเทส เช่น สิงค์โปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน เป็นต้น

การลงทุนและผลตอบแทน

ต้นทุนการผลิตผักหวานป่าค่อนข้างต่ำ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับการลงทุนในการปลูกผัก พื้นบ้านชนิดอื่น ๆ แต่ผลตอบแทนจะดีกว่าเนื่องจากผักหวานป่าปลูกเพียงครั้งเดียวก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เป็นร้อย ๆ ปี จนชั่วลูก ชั่วหลาน และราคาที่เกษตรกรจำหน่ายได้ค่อนข้างจะสูงกว่าผักพื้นบ้านแทบทุกชนิด

ต้นทุกการผลิตและผลตอบแทน

ต้นทุกการผลิตทั้งหมด 3,750 บาท/ไร่ ดังนี้
-ค่าปุ๋ยหมัก/ ปุ๋ยคอก 1,000 บาท/ไร่
-ผลผลิตเฉลี่ย 300 กิโลกรัม/ไร่/ปี
-ราคาที่เกษตรกรขายโดยเฉลี่ย 60 บาท/กิโลกรัม
-รายได้ร่วม 18,000 บาท/ไร่/ปี
-รายได้สุทธิ 14,250 บาท/ไร่/ปี

ด้านการตลาดผักหวานป่าหากเป็นแหล่งผลิตเชิงการค้าทั่ว ๆ ไป จะมีพ่อค้าคนกลางไปรับซื้อถึงสวนโดยจ่ายเงินสด แล้วจึงส่งไปขายต่อยังตลาดใหญ่ ๆ ที่สำคัญอีกต่อหนึ่ง หรือส่งต่อให้ผู้ส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทสหรือส่งเข้าจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ต หากเป็นผลผลิตผักหวานป่าในฤดูที่เก็บหาได้จากแหล่งธรรมชาติส่วนใหญ่ผู้ไปเก็บหาจะนำมาวางจำหน่ายในตลาดในท้องถิ่น หรืออาจมีพ่อค้าคนกลางมารับไปขายอีกทอดหนึ่ง

วัตถุประสงค์ของการจัดงาน

1. เพื่อเป็นการสร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และประชาชนทั่วไปที่สนใจ
2. เพื่อเป็นการอนุรักษ์ พรรณพืชผักพื้นบ้านมิให้สูญไปจากประเทศไทย
3. เพื่อเป็นการส่งเสริมสร้างสวนป่าชุมชน ซึ่งก่อให้เกิดความชุมชื้นขึ้นในท้องถิ่น
4. เพื่อเป็นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรที่ยั่งยืน
5. เพื่อเป็นการรณรงค์ ให้คนไทยหันมานิยมบริโภคผักพื้นบ้านที่ปลอดภัยจากสารพิษ

ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรอำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี โทร. 0-36201-1137


Read more ...