แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพิ่มมูลค่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เพิ่มมูลค่า แสดงบทความทั้งหมด

“Rocket Internet” ธุรกิจลอกเวบไซต์

26.3.55

ที่มา http://goo.gl/HOKtg

บริษัท “Rocket Internet” เป็นธุรกิจของ 3 พี่น้องชาวเยอรมัน คือ

Marc,

Alexander, และ

Oliver Samwer


ทำธุรกิจลอกรูปแบบ วิธีการทำธุรกิจของเวบไซต์ของชาวบ้าน แต่พยายามทำให้ดีกว่า จนเจ้าของเวบไซต์ตัวจริง ต้องซื้อเวบของบริษัทนี้ไป ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว เช่น

ลอกคอนเซ็ปต์ Group Buying ของเว็บ Groupon แล้วไปทำตลาดในชื่อ CityDeal จนได้ดี จนกระทั่ง Groupon ต้องซื้อกิจการถึง 750 ล้านเหรียญ

ในเอเชีย บริษัทนี้ก็มาดำเนินการแล้ว โดยเปิดตัวในประเทศต่าง ๆ เช่น ใน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไต้หวัน รวมถึงไทยด้วย โดยลอกเวบ Zappos แล้วเปิดตัวในประเทศไทยเป็น Zalora.co.th
Read more ...

กาแฟขี้ชะมด สุดยอดแห่งรสชาติ

3.10.54
ว่าด้วย สายพันธุ์กาแฟ

ในปัจจุบัน วัฒนธรรมการทานกาแฟ กลายเป็นที่แพร่หลายมากมายทั่วโลก เริ่มมีผู้ที่ให้ความใส่ใจกับรสชาติลุ่มลึกนี้ขนาด ทำให้กาแฟในปัจจุบันยิ่งมีความเจาะจงในที่ปลูกมากขึ้นเรื่อยๆ ต้องมีการระบุถึงประเทศ ภูมิภาค และบางครั้งต้องบอกว่าปลูกที่พื้นที่บริเวณไหนเลยทีเดียว ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกาแฟอาจจะถึงกับต้องประมูลกาแฟกันเลย โดยดูว่าเป็นล็อตหมายเลขเท่าใด เหล่าเกษตรกรบางครั้งการใส่ปุ๋ยต้นกาแฟ ยังต้องดูแสงเงาจากพระจันทร์เลยทีเดียว

กาแฟแต่ละสายพันธุ์ จะถูกเรียกชื่อตามแหล่งที่ปลูกมันขึ้นมา ตัวอย่างชื่อพันธุ์ที่เราคุ้นๆ เช่น

จาไมกา เป็นแหล่งผลิตกาแฟที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลก บลูเมาน์เทน ซึ่งปลูกบนยอดเขาสูง ผลผลิตเกือบทั้งหมดถูกส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น และที่เหลืออีกเล็กน้อยถูกส่งไป สหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, และเยอรมนี ยี่ห้อที่มีชื่อเสียงคือ ไฮเมาน์เทนซูพรีม (Hign Mountain Supreme) และ ไพรม์วอชท์จาไมกัน (Prime Washed Jamaican)

บราซิล ผลิตกาแฟเป็นอันดับ 1 ของโลก ยี่ห้อมีชื่อคือ บราซิเลียน ซานโตส (Brazillian Santos)
โคลัมเบีย ผลิตกาแฟเป็นอันดับ 2 ของโลก กาแฟที่มีชื่อคือ ซูรีโม (Suremo)
ฮาวาย กาแฟขึ้นชื่อคือ โคน่า (Kona)ชวา [Java] วิธีการเฉพาะของที่นี่คือ การบ่มในโกดังพิเศษเพื่อให้เมล็ดกาแฟเปลี่ยนสี และมีรสชาติที่ดี

อินโดนีเซีย

สุมาตรา ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่า กาแฟแมนเฮลิงและอันโกลาของชวา มีรสชาติดีกว่าบลูเมาน์เทนและโคน่าเสียอีก
อินเดีย มีกาแฟรสชาติเฉพาะตัว ชื่อมอนซูน มาลาบาร์ (Monsooned Malabar)

เอธิโอเปีย ประชากร 1 ใน 4 ของประเทศมีรายได้จากอุตสาหกรรมกาแฟ กาแฟที่นี่มีลักษณะเฉพาะเนื่องจากมีกาแฟป่าปะปนอยู่ แต่นี่ก็เป็นสาเหตุให้รสชาติมีความไม่แน่นอนสูงด้วยเช่นกัน กาแฟที่มีชื่อเสียงคือ ฮารา ลองเบอรี่ (Harrar Longberry) , ซีดาโม (Sidamo) , และคาฟฟา (Kaffa)
เคนยา [Kenya] พิถีพิถันเรื่องคุณภาพมาก กาแฟที่มีคุณภาพที่สุดคือ "เคนยา AA"
ซึ่งในแต่ละสายพันธุ์ก็จะมีรสชาติ และกลิ่นที่แตกต่างกันออกไป เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละพันธุ์
บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในแต่ละสายพันธุ์ ก้มีความประณีตแตกต่างกันไป

ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นกาแฟสายพันธุ์ธรรมดา ทั่วไป
มีกาแฟสายพันธุ์หนึ่ง ได้ชื่อว่า รสชาติลึกล้ำ และแพงที่สุดในโลกอีกด้วย

Kopi Luwak หรือ กาแฟขี้ชะมด
คำว่า Kopi ในภาษาอินโดนีเซีย แปลว่า กาแฟ
ส่วน Luwak หมายถึง ชะมดพันธุ์ Paradoxurus ที่อาศัยอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย

เมื่อรวมทั้งสองคำ ก็คือ Kopi Luwak [อ่านว่า โกปิ ลูวะ] หมายถึง กาแฟขี้ชะมดนั่นเอง
สาเหตุที่เรียกชื่อเช่นนี้ก็เพราะกาแฟชนิดนี้นี่แหละเป็นผลผลิตที่ออกมาพร้อมกับขี้ชะมด

กาแฟมันมาจากตัวชะมดได้ยังไง?
กาแฟชนิดนี้มาจากไร่บนเกาะสุมาตรา โดยเริ่มต้นจากชาวไร่กาแฟจะเลี้ยงชะมดพันธุ์พื้นเมืองนี้ไว้ในไร่กาแฟและปล่อยให้มันกินผลของกาแฟสุกที่อยู่ในไร่ เมื่อชะมดถ่ายมูลของมันออกมาก็จะมีเมล็ดกาแฟติดออกมาด้วย

ใครคิดเอาขี้ชะมดมากินเนี่ย?
กาแฟขี้ชะมดเนี่ย แต่เดิมเป็นกาแฟสายพันธุ์ โรบัสต้า ราคาถูก มีชาวอินโด ไปเดินป่า แล้วพบเห็น
ขี้ชะมด มีกาแฟที่ไม่ถูกย่อย ยังคงเป็นรูปเมล็ดอยู่ จึงเกิดความเสียดาย เอามาล้าง และลองคั่วชงทานดู ปรากฏว่าได้ รสชาติและกลิ่นที่หอมหวน แปลกใหม่ เข้มข้น แบบที่โรบัสต้าเดิมให้ไม่ได้ [กาแฟโรบัสต้า ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มข้นของ Body แต่อ่อนหรื่อกลิ่นและรสชาติ] ต่อมาจึงเกิดการเพาะเลี้ยงชะมด ในไร่กาแฟเป็นล่ำเป็นสันขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าโรบัสต้า

ทำไมมันราคาแพงที่สุดในโลก? คอกาแฟหลายคนเล่าว่ามีราคาแพงและหายากที่สุดก็เนื่องจากกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนกว่าการปลูกกาแฟทั่วไป ชะมดเป็นสัตว์ที่กินยาก เลือกกินเฉพาะเมล็ดกาแฟที่สุกดีแล้วเท่านั้น ขณะที่ผลกาแฟอยู่ในท้องของตัวชะมดนั้นเมล็ดจะผสมกับเอมไซม์และสารเคมีที่อยู่ในกระบวนการย่อยของมัน ทำให้กาแฟชนิดนี้มีกลิ่นและลักษณะเฉพาะตัว

ผู้เชี่ยวชาญกาแฟบางรายระบุว่ากาแฟที่เก็บจากมูลชะมดทำได้ยากกว่าเก็บจากต้นจึงทำให้กาแฟชนิดนี้มีราคาสูง

ขั้นตอนหลังจากนั้นก็จะเหมือนการทำกาแฟชนิดอื่นๆ ด้วยการนำไปล้างเอามูลชะมดออกให้หมดจด และขั้นตอนสุดท้ายคือนำไปคั่วเพื่อพร้อมที่จะนำส่งให้บรรดาร้านกาแฟต่อไป และด้วยขั้นตอนการได้มาของกาแฟขี้ชะมดยากแสนยากอย่างนี้ทำให้ในปีหนึ่งมีกาแฟชนิดนี้ออกมาสู่ตลาดเฉลี่ยปีละ 500 ปอนด์เท่านั้น

สนนราคา ก็ ปอนด์ ละ 300$ เหรียญเท่านั้น อยากรู้เป็นเงินไทยเท่าไหร่ ก้ลองคูณดูละกัน

ถ้าใครอยากจะลองชิม ก็ต้องจ่ายถึง 500บาทต่อแก้ว คงไม่มีร้านกาแฟที่ไหนบ้าจี้เอามาชงขายนะ

ปิดท้ายด้วยข่าวขำ วงการกาแฟ

กาแฟขี้ชะมดโดนล้มแช้มป์ โดย "กาแฟลิง"

เมืองเกษตรกรรมอย่างไทยเรารู้จักใช้ประโยชน์จากมูลสัตว์โดยนำไปเป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้มานาน อีกทั้งรู้ว่าวัตถุดิบจากสัตว์บางชนิดสามารถนำไปเป็นส่วนประกอบของยารักษาโรคได้ ความมหัศจรรย์หนึ่งที่เกิดจากสัตว์แต่ไม่ได้ค้นพบในบ้านเรา ไปปรากฏที่อินโดนีเซีย คือขี้ชะมดนำไปทำกาแฟดื่มเรียกว่า กาแฟโกปิลูวัก (Kopi luwak) ก้าวขึ้นมาเป็นยอดกาแฟราคาแพงที่สุดในโลก แต่ล่าสุดกาแฟขี้ชะมดเสียแชมป์ด้านความอร่อยไปแล้วเมื่อนักชิมระดับโลกฟันธงว่ากาแฟขี้ชะมดรสชาติสู้ “กาแฟลิง” ไม่ได้

ทิฟฟานี โซเปอร์ ประชาสัมพันธ์ของ 49th Parallel บริษัทจำหน่ายกาแฟชื่อดังแห่งแคนาดา เผยกับเหยี่ยวข่าว Vancouver Sun ว่ายอดกาแฟน้องใหม่มาแรงดังกล่าวชื่อ India Devon Estate 795 Arabica ปรุงจากเมล็ดกาแฟที่ลิงวอกในอินเดียบ้วนออกมา ลิงวอก (Rhesus Monkey) ชื่อวิทยาศาสตร์ Macaca mulatta พบในภาคเหนือของไทย ในจีน และอัฟกานิสถานด้วย โซเปอร์เล่าว่าชาวไร่กาแฟในอินเดียนำเมล็ดกาแฟที่ลิงบ้วนทิ้งมาปรุงดื่มนานแล้ว แต่นำมาผสมกับเมล็ดกาแฟเก็บจากต้น ก่อนจะทดลองรสชาติกาแฟลิงล้วนๆเมื่อไม่นานที่ผ่านมา และพบว่ารสชาติโดนใจกว่า

ผู้เชี่ยวชาญเผยว่ากาแฟลิงกลิ่นหอมยวนใจ รสชาติกลมกล่อมปิดท้ายด้วยรสหวานฉ่ำลิ้น เป็นผลมาจากเมล็ดกาแฟที่ลิงเลือกไปกินเปลือกนอกและบ้วนส่วนที่เหลือออกมาเป็นเมล็ดที่สมบูรณ์และสุกเต็มที่ เว็บไซต์ Canada.com ระบุว่า ประธานคณะกรรมการตัดสินการปรุงกาแฟชิงแชมป์โลกเทคะแนนให้ India Devon Estate 795 Arabica ถึง 98 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 ส่วนกาแฟขี้ชะมดได้ 74 คะแนน ร้าน 49th Parallel ขายกาแฟลิงปรุงแบบ Espresso ที่สาขาในแวนคูเวอร์ ถ้วยละ 2.36 ดอลลาร์สหรัฐ (75.50 บาท)
Read more ...

ขนมไทยรสกลมกล่อม ถูกใจทั้งชาวไทยและต่างชาติ

19.7.53
โดยกรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 19 ก.ค.2553 

R&D กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของ “ขนมบ้านอัยการ”

ปัจจุบัน ‘ขนมไทย’ กำลังกลับมาเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมากขึ้น หลังรัฐบาลหันมารณรงค์อนุรักษ์สินค้าไทยและอาหารไทย ‘ขนมไทย’ ถือเป็นหนึ่งในอาหารไทย มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่สร้างความประทับใจในรสชาติที่หอมหวาน กลมกล่อม ละเมียดละไมไม่เหมือนขนมชาติใด

เมื่อขนมไทยได้พัฒนามาสู่การค้าเชิงธุรกิจและไม่ได้บริโภคกันเองภายในประเทศแล้ว การที่จะพัฒนารสชาติให้ถูกปากชาวต่างชาติ และการเก็บรักษาสินค้าให้มีอายุยาวนานขึ้น โดยยังคงคุณภาพและรสชาติของขนมไทยไม่ให้สูญเสียไปนั้น จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการขนมไทยจำเป็นต้องหันมาพัฒนาปรับปรุงกระบวนการผลิตของตนเอง ดังเช่น บริษัท ยู.เอ็ม.ไทร์ดอเตอร์ สวีท จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทขนมไทยและเบเกอร์รี่ ภายใต้แบรนด์ “ขนมบ้านอัยการ” ซึ่งมีสินค้าหลักที่รู้จักกันดี คือ ขนมเปี๊ยะ กระหรี่พัฟ กลีบลำดวน คุกกี้ไทยต่างๆ และขนมไทยอื่นๆ อีกกว่า 50 ชนิด

ธนดา สุวรรณสิทธิ์ หนึ่งในกรรมการผู้จัดการ บริษัท ยู.เอ็ม.ไทร์ดอเตอร์ สวีท จำกัดกล่าวว่า ตลาดของขนมไทยเป็นตลาดที่กว้างมาก แต่หากไม่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เน้นเฉพาะรสชาติให้อร่อยเพียงอย่างเดียว แม้จะมีแบรนด์เป็นของตนเองก็ใช่ว่าจะล้ำหน้าคู่แข่งได้ตลอด การทำขนมไทยให้ติดปากผู้บริโภคและทำอย่างไรที่จะให้กลับมาซื้อสินค้าแบรนด์ของเราอีกจึงถือเป็นโจทย์ที่ขนมบ้านอัยการให้ความสำคัญอย่างมาก

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ขนมบ้านอัยการจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งถือเป็นจุดแข็งอีกอย่างหนึ่งของบริษัท ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และพัฒนาผลิตภัณฑ์เดิมให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

“การทำ R&D ถือเป็นสิ่งสำคัญกับทุกธุรกิจ ไม่เว้นแม้แต่ขนมไทยที่ยังต้องหันมาทำวิจัยและพัฒนาเรื่องของคุณภาพสินค้า ซึ่งการทำ R&D ของขนมบ้านอัยการก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สินค้าล้ำหน้าคู่แข่งรายอื่นๆ และยังเป็นการยกระดับขนมไทยสู่มาตรฐานสากลอีกด้วย ด้วยความใส่ในทุกขั้นตอนการผลิต และการผลิตอาหารอย่างถูกสุขลักษณะและปลอดภัยตามมาตรฐานสากล GMP และ HACCP ขนมบ้านอัยการจึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในตลาดโลก”

ในแง่ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้น ธนดา เล่าว่า แต่เดิมบริษัทฯ ไม่เคยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี แต่เมื่อต้องการทำขนมให้ออกมามีรสชาติที่ถูกใจผู้บริโภคและยืดอายุการเก็บรักษาสินค้า จึงตัดสินใจเข้ารับความช่วยเหลือจาก iTAP (โครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย) ซึ่งได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรมไทย (TITEC) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เข้ามาเป็นที่ปรึกษา พร้อมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างให้ครึ่งหนึ่ง

“iTAP ทำให้เราได้เห็นช่องทางว่าการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้จะช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดและเพิ่มศักยภาพการผลิตได้อีกมาก ด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ในการอบขนม การนำบุคลากรทางด้านวิทยาศาสตร์การอาหารเข้ามาดูแลด้านการผลิต รวมถึงการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความเข้าใจในระบบการทำงานและการใช้เทคโนโลยีต่างๆได้อย่างถูกต้อง”

นอกจากนี้ ขนมบ้านอัยการยังถือเป็นผู้ประกอบการขนมไทยรายแรกที่นำ ‘ซอฟต์แวร์’ เข้ามาใช้วางแผนการผลิตในกระบวนการผลิตแต่ละไลน์ให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น เนื่องจากไม่ต้องการให้มีสต็อกสินค้าหน้าร้านมากเกินไป หรือให้มีของเหลือคืนน้อยที่สุด เพื่อลดต้นทุนการผลิตและพยายามผลิตสินค้าให้ลูกค้าได้รับประทานขนมที่สดใหม่

สำหรับโครงการที่ทาง "ขนมบ้านอัยการ" ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ iTAP (สวทช.) ประกอบด้วย "โครงการยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ขนมไทย" อาทิ ขนมเปี๊ยะ จากเดิมที่เก็บในอุณหภูมิปกติได้นาน 7 วัน ปัจจุบันสามารถเก็บได้นานถึง 3 เดือน

"โครงการการออกแบบและสร้างเครื่องมือเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต 3 เครื่อง"

 แบ่งเป็น การปรับปรุงเครื่องปั้นไส้ขนมเปี๊ยะ การพัฒนาเครื่องอัดขนมให้เป็นแท่ง เพื่อรองรับการผลิตขนมคุกกี้สูตรใหม่สไตล์ไทยๆ เช่น คุกกี้เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจนผลิตไม่ทันกับความต้องการ จากเดิมที่ต้องอาศัยแรงงานคน มีกำลังการผลิตเพียง 2,800 ชิ้น/วัน/คน หลังนำเครื่องฯดังกล่าวมาใช้ สามารถเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นมาเป็น 7,200 ชิ้น/วัน/คน และ “การพัฒนาเครื่องบรรจุและปิดฝาสำหรับการผลิตน้ำสมุนไพร” ซึ่งจากเดิมใช้แรงงานคน มีกำลังการผลิต 200 แก้ว/วัน/คน หลังใช้เครื่องฯ มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 800 ชิ้น/วัน/คน ตลอดจน 

“โครงการการจัดทำระบบการวางแผนและควบคุมการผลิตด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์”
นอกจากนี้ ขนมบ้านอัยการยังมีแนวคิดที่จะพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอดโครงการอื่นๆ เพิ่มขึ้น เพื่อออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งๆ ขึ้น ซึ่งถือเป็นปณิธานของ “ขนมบ้านอัยการ”

สำหรับช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีหน้าร้านของตนเอง ถือเป็นความได้เปรียบของ “ขนมบ้านอัยการ” เพราะผลิตและจำหน่ายเอง นอกจากนี้ยังส่งสินค้าออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าต่างชาติ

บริษัท ยู.เอ็ม. ไทร์ดอเตอร์ สวีท จำกัด
32/33 หมู่ 5 ถ.ติวานนท์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
โทรศัพท์ 0 2582-1801-4
โทรสาร 0 2582-1800
http://www.thaicake.com/
Read more ...

ขนมแม่เอย

19.10.52
http://www.kanommaeoey.com/home_th.html

"ดิสรณ์ มาริษชัย"

เจ้าของธุรกิจขนมเปี๊ยะแบรนด์ "ขนมแม่เอย"

แรกเริ่มมุ่งพัฒนาธุรกิจเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์ภายใต้แบรนด์ดังกล่าว ควบคู่กับการผลิตวัตถุดิบไส้ขนมป้อนธุรกิจเบเกอรี่แบรนด์ดัง อย่าง บลูคอฟฟี่ A&W ดันกิ้น โดนัท ชัยวัฒน์เบเกอรี่ และภัตตาคารต่างๆ
    
เนื่องจากเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบ และมีสูตรของตนเอง จึงได้มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งรสชาติรูปลักษณ์ใหม่ ๆเพื่อหาลู่ทาง และช่องว่างในธุรกิจ กับโอกาสของธุรกิจเบเกอรี่ที่สดใสในประเทศไทย โดยได้เปลี่ยนรูปลักษณ์จากขนมเปี๊ยะก้อนกลม ๆ ที่เห็นวางขายทั่วไปและเหมือนกันเกือบทั่วโลกนั้น เปลี่ยนไปเป็นขนมเปี๊ยะการ์ตูนต่างๆ และรูปสัตว์ต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้เท่าตัว
    
ล่าสุด ดิสรณ์ ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ให้แก่สินค้า โดยพัฒนาสูตรขนมเปี๊ยะไส้ผลไม้ล้วนๆ 100% เช่น มะตูม กล้วย มะม่วง ขนุน เมล็ดทานตะวัน และธัญพืช พร้อมส่วนผสมของมาการีนที่ใช้เป็นส่วนผสมหลักในเบเกอรี่จากตะวันตก

ทั้งนี้ เขาต้องการความผสมผสานในรสชาติระหว่างขนมเปี๊ยะของเอเชียกับกลิ่นหอมของเบเกอรี่ตะวันตก โดยเนื้อแป้งที่ยังขาวนวล แต่ความหอมเมื่ออบเปลือกขนมจากกลิ่นมาการีน วางโพซิชั่นขนมเปี๊ยะเช่นเดียวกับเบเกอรี่
    
"ผมตั้งชื่อแบรนด์ขนมที่มีนวัตกรรมใหม่นี้ว่า Monjo ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่นใช้เรียกขนมประเภทสอดไส้ เช่นเดียวกันที่จีนที่เรียกว่า เปา ทั้งนี้ได้นำภาษาญี่ปุ่นมาใช้เรียกเพื่อสร้างความเก๋ให้กับตัวสินค้า มองแล้วเป็นธุรกิจที่มีอนาคตสามารถขยายในต่างประเทศได้ ซึ่งคาดจะเห็นใน 1-2 ปีข้างหน้านี้"
    
ดิสรณ์ ใช้เวลาทดลองตลาดมานานกว่า 6 เดือน วางจำหน่ายในงานแสดงสินค้าต่างๆ โดยไม่ติดแบรนด์ ปรากฏว่ารสชาติและรูปลักษณ์การ์ตูนต่างๆ นั้นได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และเกิดการซื้อซ้ำ ด้วยติดใจในรสชาติและรูปลักษณ์ที่แตกต่างจากขนมเปี๊ยะทั่วไป ทำให้ได้กลิ่นหอมอย่างเบเกอรี่ รสเค็มหวานจากผลไม้ ทำให้เขาเกิดความมั่นใจต่อสินค้า และจะใช้แบรนด์ Momjo นี้บุกตลาดขยายเครือข่ายในรูปแบบแฟรนไชส์
    
ในเบื้องต้นนี้ เตรียมสร้างร้านต้นแบบ เป็นร้านสะแตนอะโลน ขนาดพื้นที่ 12-15 ตร.ม. มูลค่าการลงทุน 6 แสนบาท เจาะพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า โดยบริษัทจะขยายเองก่อน 4 สาขา และเล็งขยายเครือข่ายออกทั่วประเทศโดยมีศูนย์กลางในภาคต่างๆ ซึ่งภายในพื้นที่ร้านจะมีการทำขนมสดๆ ให้ลูกค้าได้เห็น และเครื่องดื่มมีมีเข้ามาให้บริการ

ขณะที่แบรนด์ขนมแม่เอยนั้น ได้เตรียมแตกไลน์ออกสู่ขนมไทย เช่น ทองหยิบ ทองหยอด แต่มีรูปแบบและหน้าตาที่แตกต่างออกไปจากเดิม
    
 และในส่วนของการค้าส่งและรับผลิตไส้ขนมให้กับรายต่างๆ นั้น จะขยายออกสู่ตลาดต่างประเทศ และที่เปิดตลาดต่างประเทศไว้แล้ว เช่น พนมเปญ และเตรียมเจรจาที่จีน
    
ดิสรณ์ กล่าวในตอนท้ายว่า ธุรกิจของบริษัทได้มีการขยายควบคู่กับอุตสาหกรรมเบเกอรี่ แต่ด้วยสินค้าเป็นเอเชีย ทำอย่างไรที่จะให้มีกลิ่นไอของตะวันตกควบคู่ไปด้วย ซึ่งได้ตีโจทย์ความต้องการจองผู้บริโภคออก รวมถึงการยอมรับรสชาติที่ร่วมสมัยมีกลิ่นของเบเกอรี่ตะวันตกเข้ามาผสม จึงนับเป็นนวัตกรรมอีกก้าวของสินค้า ที่หมายมั่นจะครอบคลุมทุกพื้นที่และอยู่ในใจของคนที่ชื่นชอบ

โดยมีรูปแบบแฟรนไชส์ ใช้เงินลงทุนสาขาละประมาณ 200,000 บาท แยกเป็นค่าเตาอบ 20,000 บาท ตู้โชว์ 30,000 บาท และคีออส 50,000 บาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าบริหารแฟรนไชส์ อาทิ ค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าทำการตลาด เป็นต้น มีข้อกำหนดต้องสั่งวัตถุดิบขนม ?เปี้ยะ แอนด์ พาย? จากส่วนกลางเท่านั้น โดยผู้ลงทุนแฟรนไชส์จะมีกำไรจากยอดขายประมาณชิ้นละ 50%

Read more ...