แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นักธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด

3 เจ้าสัวแสนล้าน “มรรควิธี” สู่ ตระกูลมหาเศรษฐีโลก

30.10.55
โดยกรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 22 ตุลาคม 2555

3 ตระกูลเจ้าสัวแสนล้าน มรรควิธีบริหารธุรกิจของพวกเขากลายเป็นกรณีศึกษาที่ทั่วโลกสนใจ ไม่ต่างจากหลายบริษัทข้ามชาติ ที่มาจากธุรกิจครอบครัว

ในช่วงที่ผ่านมา เราจะเห็นความเคลื่อนไหวคึกคักของ 3 ตระกูลมหาเศรษฐี “เจียรวนนท์ - สิริวัฒนภักดี และอยู่วิทยา” ผลัดกันเป็นข่าวดังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับการแผ่อาณาจักรธุรกิจแสนล้านของพวกเขา เลยขอบเขตประเทศไทย สู่ตลาดในภูมิภาคเอเซียและโลก

เพราะรู้ว่าคู่แข่งทางการค้าจะมีมากขึ้นเท่าๆกับขนาดของโอกาสที่เพิ่มมากขึ้น หลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 กลายเป็นความได้เปรียบสำหรับผู้ที่มีความพร้อมจะต่อกรกับยักษ์ข้ามชาติ อย่างน้อยก็ 3 ตระกูลนี้ ที่ถูกจัดเป็นส่วนหนึ่งของ“ตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก” ตามการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ นิตยสารธุรกิจชั้นนำของโลก

เลือดนักสู้ บวกทุนที่พกไปเต็มกระเป๋า ขอสู้ยิบตา !

อย่างการปะทะกับ “ไฮเนเก้น” ผู้ผลิตเบียร์อันดับ 3 ของโลก เพื่อช่วงชิงการเป็นผู้นำตลาดเบียร์ในเอเซีย ของตระกูลสิริวัฒนภักดี เป็นอาทิ

ทว่า ไม่เพียงความพร้อมทางการเงิน พวกเขายังต้องถึงพร้อมด้วย "ประสบการณ์" การต่อสู้ “มรรควิธี” ในการรบอย่างไรให้ชนะ ของ 3 ตระกูลเจ้าสัวแสนล้าน ถูกรวบรวมไว้ในหนังสือ “ตระกูลมหาเศรษฐีโลก” ที่เขียนโดย อาจารย์ธนวัฒน์ ทรัพย์ไพบูลย์ นักเขียนสารคดีแนววิเคราะห์เจาะลึก ชีวิต ผลงาน แนวความคิด กลยุทธ์ และวิสัยทัศน์ รวมทั้งปรัชญาการบริหารธุรกิจของนักธุรกิจชั้นนำ โดยเฉพาะตระกูลเจ้าสัว ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

กรุงเทพธุรกิจ BizWeek ขอเรียบเรียงบางช่วงบางตอนของหนังสือเล่มนี้ เพื่อถ่ายทอดกลเม็ดเคล็บลับในการสร้างฐานะให้ร่ำรวย เป็นมหาเศรษฐีของทั้ง 3 ตระกูล ซึ่งผ่านการเคี่ยวกรำบนเส้นทางชีวิตที่คดเคี้ยวยากลำบาก พบพานกับปัญหามากมายแต่เพราะ “ความสามารถ” ทำให้พลิกวิกฤติเป็นโอกาส นำพาธุรกิจครอบครัว (กงสี) ให้เติบใหญ่ไพศาลทั้งในและต่างประเทศ ในหลากหลายกิจการในเวทีการค้าโลก ขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจเคียบเคียง วอลมาร์ท ฟอร์ด โตโยต้า พานาโซนิค ซัมซุง ซึ่งล้วนเริ่มต้นพัฒนามาจากธุรกิจครอบครัวทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ยังสะท้อนให้เห็นการนำระบบการบริหารจัดการที่ทันสมัย ที่ผสมผสานการบริหารทั้งตะวันตกและตะวันออกมาใช้ดำเนินธุรกิจ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึง “พลวัต” แห่งการพัฒนาทางธุรกิจการค้าของชาวไทยเชื้อสายจีน ที่ดำเนินธุรกิจภายใต้ระบอบ “ทุนนิยม” แห่งยุคโลกาภิวัตน์

-"เจียรวนนท์" : ผู้สรรค์สร้างอาณาจักร"ซี.พี." สู่บรรษัทข้ามชาติ

ในบรรดาตระกูลมหาเศรษฐีดัง “ตระกูลเจียรวนนท์” เป็นตระกูลเดียวในสังคมธุรกิจไทย ที่สร้างอาณาจักรธุรกิจ “เครือเจริญโภคภัณฑ์” หรือ “ซี.พี.” จากธุรกิจเล็กๆ บนถนนทรงวาด ย่านเยาวราช กรุงเทพฯ ในปี 2464 จนมีชื่อระบือไกลและใหญ่ยิ่ง กลายเป็น “บริษัทข้ามชาติ” ระดับโลกในวันนี้

เฉพาะอย่างยิ่งองค์กรยักษ์ใหญ่แห่งนี้สามารถปรับตัว เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของระบอบทุนนิยมโลก อีกทั้งยังสามารถพัฒนากิจการค้าของตน สอดคล้องกับโอกาสใหม่ของสังคมธุรกิจในประเทศไทย ตลอดช่วง 9 ทศวรรษหรือ 90 ปีที่ผ่านมา

ในการก่อตั้งซี.พี.ของผู้นำตระกูลเจียรวนนท์ รุ่นที่ 1 ที่ชื่อ “เจี่ย เอ็กชอ” เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล จากสาธารณรัฐประชาชนจีน สร้างหลักปักฐานในไทย ด้วยการเปิดร้านค้าในชื่อร้าน “เจียไต้จึง” หรือ “เจียไต๋” ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผัก รวมทั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าเกษตรอื่นๆ

กระทั่งก้าวสู่ยุคผู้นำตระกูลเจียรวนนท์ รุ่นที่ 2 ที่มี เจ้าสัวจรัญ เจียรวนนท์ เป็นผู้นำ เริ่มหันมาเริ่มต้นธุรกิจผลิต และจำหน่ายอาหารสัตว์นาม “เจริญโภคภัณฑ์” หรือ “ซี.พี.” จากนั้นอาณาจักรการค้าแห่งนี้ก็เติบใหญ่ไพศาล

โดยปี 2501 เป็นปีที่สมาชิกตระกูลเจียรวนนท์ที่ชื่อ “ธนินท์ เจียรวนนท์” บุตรชายคนสุดท้องของ นายเจี่ย เอ็กชอ ซึ่งขณะนั้นอายุเพียง 19 ปี เดินทางกลับประเทศไทย เพื่อมาช่วยงาน “เจ้าสัวจรัญ และ “เจ้าสัวมนตรี เจียรวนนท์” ผู้เป็นพี่ชาย จนกิจการเติบใหญ่ เปลี่ยนจาก “ธุรกิจครอบครัว” หรือธุรกิจของวงศ์ตระกูล ที่เรียกว่า “ระบบกงสี” สู่ระบบบริหารที่มีลักษณะ “สากล” เป็นการผสมผสานระหว่างการบริหารแบบตะวันตก และการบริหารแบบตะวันออก

โดยปัจจุบัน ธุรกิจของซี.พี. แบ่งออกเป็น 10 สาย คือ กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม,กลุ่มธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ,กลุ่มธุรกิจเมล็ดพันธุ์และเคมีเกษตร,กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ,กลุ่มธุรกิจการตลาดและการจัดจำหน่าย,กลุ่มธุรกิจพัฒนาที่ดิน,กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี,กลุ่มธุรกิจยานยนต์และอุตสาหกรรม,กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม และกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป รวมทั้งธุรกิจประกันชีวิตและประกันภัย

ขณะที่การบริหารธุรกิจครอบครัวตระกูลเจียรวนนท์ นับจากนี้ อยู่บนบ่าของผู้นำตระกูลรุ่นที่ 3 ซึ่งก็จะได้พิสูจน์กันว่า บรรดาทายาทผู้นำตระกูลเจียรวนนท์รุ่นนี้ มีศักยภาพมีกลยุทธ์และมีวิสัยทัศน์ที่เยี่ยมยอด ในการบริหารจัดการธุรกิจครอบครัว กลายเป็นธุรกิจมหาชนได้ดี เฉพาะอย่างยิ่งสามารถขยายกิจการให้พัฒนาเติบใหญ่ไพศาลเพียงใด

-"สิริวัฒนภักดี" ผู้ไร้เทียมทานแห่งยุทธจักรสุราเมรัย

นับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา หนึ่งในตระกูลเจ้าสัวที่เพิ่มสีสันให้แก่สังคมธุรกิจไทยเหนือตระกูลใด จนต้องบันทึกไว้เป็น “ตำนานธุรกิจการค้า” แห่งยุคโลกาภิวัตน์ ที่การประกอบธุรกิจการค้ามีลักษณะ “ไร้พรมแดน” คือตระกูล “สิริวัฒนภักดี”

ตระกูลสิริวัฒนภักดี นับเป็นตระกูลเจ้าสัวยุคใหม่ ผู้สร้างรากฐานทางธุรกิจการค้า จนประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว เฉพาะอย่างยิ่งในยุคแห่งการเริ่มต้นและบุกเบิกธุรกิจการค้า ไม่ต้องอดอยากยากแค้นแสนลำเค็ญ เฉกเช่นกรรมกรแบกหามย่านทรงวาดและราชวงศ์ยุคก่อน

นั่นเป็นเพราะผู้นำของตระกูลนี้คือ “เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี” ผู้นำตระกูล “สิริวัฒนภักดี รุ่นที่ 1” เป็นผู้ที่มีวรยุทธ์หรือกลยุทธ์ ในการสรรค์สร้างอาณาจักรธุรกิจการค้า ที่เหนือกว่าเจ้าสัวรุ่นก่อนและรุ่นเดียวกัน

กระนั้นสิ่งที่เขามีเหนือยิ่งกว่าก็คือ มีทั้งความ “เก่ง” และความ “เฮง” หรือที่กล่าวกันว่ามีความอดทนมุ่งมั่น ที่จะบากบั่นฟันฝ่าขวากหนามและอุปสรรค และมีฝีไม้ลายมือในการประกอบกิจการค้า รวมทั้งมี “โชคดี” หรือ “มีโอกาสอำนวย” ตลอดถึงมีเคล็ดลับที่เยี่ยมยอดในการดำเนินชีวิต

ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ดี และเพราะมีภววิสัยที่เอื้ออำนวยนี้เอง จึงส่งผลให้วิถีชีวิตของผู้นำตระกูลสิริวัฒนภักดี ก้าวมายืนอยู่บนเส้นทางเจ้าสัวผู้มั่งคั่งระดับแนวหน้า

ในต้นทศวรรษ 2550 ผู้นำตระกูลสิริวัฒนภักดี ประกาศนำพาอาณาจักร “ไทยเบฟเวอเรจ” ไปปักธงดำเนินธุรกิจการค้า และการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน เริ่มต้นในต้นปี 2555 ทำการเปิดโรงงานผลิตแก้ว โรงงานผลิตกระดาษชำระ และโรงงานผลิตกระป๋องอลูมิเนียม ที่ประเทศเวียดนาม

ยิ่งกว่านั้นเขายังประกาศขยายการลงทุน และมุ่งมั่นที่จะขยายอาณาจักรธุรกิจบางธุรกิจไปลงทุนในหลายประเทศของอาเซียน ขณะที่ก่อนหน้านี้เขาส่งธุรกิจสุราเมรัยออกไปสู่อาณาจักรเมรัยแห่งเอเชียและยุโรป กลายเป็นหนึ่งใน “กลุ่มทุนข้ามชาติ” ของไทยยุคธุรกิจไร้พรมแดน ดังจะได้กล่าวถึงวิถีชีวิต และเส้นทางการดำเนินธุรกิจของเขาโดยย่อ

ผู้นำตระกูลสิริวัฒนภักดี รุ่นที่ 1 ที่ชื่อ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ลืมตาขึ้นดูโลกครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2487 ที่ย่านทรงวาด เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ในครอบครัวชาวจีน “แต้จิ๋ว” มีชื่อจีนว่า “โซวเคียกเม้ง” หรือ “เคียกเม้ง แซ่โซว” ส่วนชื่อที่แท้จริงของเขาในวัยเด็กคือ “เจริญ แซ่โซว”

เจ้าสัวเจริญ ก้าวเข้าสู่ยุทธจักรสุราและเมรัย ประมาณช่วงปี 2504 ซึ่งเป็นช่วงแรกที่กิจการสุรามีการเริ่มต้นแปรเปลี่ยน จากองค์กรของรัฐบาลสู่ภาคเอกชน โดยมีกลุ่มเจ้าสัวที่มีชื่อเสียงในยุทธจักรการค้า 4 ตระกูล ตัดสินใจเป็นพันธมิตรทางธุรกิจจัดตั้งบริษัทสุรามหาคุณ ในอันที่จะเป็นผู้บริหารกิจการสุราแม่โขงของรัฐ

กลายเป็นปฐมบทในการย่างกลายสู่ยุทธจักรสุราและเมรัยของเจ้าสัวเจริญ จากจุดนี้เอง ที่ทำให้เขากลายเป็นพยัคฆ์เสียบปีก เฉพาะอย่างยิ่งเป็นจอมยุทธ์ผู้ไร้เทียมทานแห่งยุทธจักรสุราและเมรัย ซึ่งยามนั้นคือ “ชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์” อันลือลั่น กลายเป็นตำนานชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์แห่งยุทธจักรสุราเมรัยของไทย ที่เล่าขานกันมิรู้จบ ตลอดถึงยังกลายเป็น “กรณีศึกษา” ธุรกิจการค้าของไทย ในยุคที่ประเทศไทยอยู่ในระบอบเผด็จการทหาร

นับตั้งแต่ปี 2525 ถึงปี 2535 อาณาจักรธุรกิจการค้าของตระกูลสิริวัฒนภักดี สามารถแผ่ขยายอย่างกว้างใหญ่ไพศาลยิ่ง ทั้งธุรกิจสุรา โรงงานน้ำตาล ธนาคาร บริษัทประกันภัยและประกันชีวิต และโรงงานกระดาษ เป็นต้น ซึ่งรวมอยู่ใน “กลุ่มบริษัทไทยเจริญ” หรือ “ทีซีซีกรุ๊ป” โดยมีการแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มสุรา, กลุ่มเบียร์, กลุ่มโรงแรม, กลุ่มอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มประกันภัย, กลุ่มกระดาษ, กลุ่มน้ำตาล เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การประกอบธุรกิจการค้าของตระกูลสิริวัฒนภักดี ก็มิได้ราบเรียบเหมือนกับโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป นั่นเป็นเพราะในปี 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ส่งผลให้สถาบันการเงินต้องถูกคำสั่งให้ปิดกิจการถึง 56 แห่ง

กระนั้นในความโชคร้ายก็มีโชคดีดำรงอยู่ นั่นเป็นเพราะนับตั้งแต่ปี 2538 ที่เจ้าสัวเจริญรุกคืบสู่ธุรกิจเบียร์ ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ “เบียร์ช้าง” เพื่อช่วงชิงตลาดเบียร์ ด้วยกลยุทธ์ขายเหล้าพ่วงเบียร์ รวมทั้งมีการใช้กลยุทธ์อื่นๆ มากมายนั้น ปรากฏว่าในกาลต่อมา “เบียร์ช้าง” ก้าวสู่เบียร์ชั้นนำเหนือกว่า “เบียร์สิงห์” ของตระกูลภิรมย์ภักดีอยู่หลายปี ก่อนที่เบียร์สิงห์จะยึดครองความเป็นหนึ่ง ในการผลิตและจำหน่ายเบียร์กลับคืนมา

ทางด้านธุรกิจเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์นั้น ปรากฏว่าตระกูลสิริวัฒนภักดีตัดสินใจซื้อกิจการเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ ที่มีชื่อระบือไกลทางด้านเครื่องดื่มชาเขียว คือเข้าไปถือหุ้นใหญ่ใน บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งแต่เดิม เจ้าสัวตัน ภาสกรนที เป็นผู้ก่อตั้งและถือหุ้นใหญ่ของบริษัทนี้ มิเพียงแค่นั้นยังใช้ บริษัท ที.ซี.ซี. โฮลดิ้ง เข้าไปซื้อหุ้นส่วนใหญ่ของ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด(มหาชน) ที่มีอายุกว่า 120 ปี

ล่าสุดยังเข้าถือหุ้นใหญ่บริษัทเฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) สิงคโปร์ กุม 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม อสังหาริมทรัพย์ และสิ่งพิมพ์ของสิงคโปร์ ที่ถูกระบุว่าเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ที่สุดในสิงคโปร์และมาเลเซีย และรายใหญ่ในเอเชียแปซิฟิก ปูทางอาณาจักรสู่เอเซีย

-"อยู่วิทยา"ปลุกปั้น “เรดบูล” สู่แบรนด์นำระดับโลก

วันที่ 17 มีนาคม 2555 เจ้าสัว “เฉลียว อยู่วิทยา” ผู้นำตระกูล “อยู่วิทยา รุ่นที่ 1” มหาเศรษฐีผู้มั่งคั่งร่ำรวยติดอันดับโลก เคยได้รับการกล่าวขานกันว่า เป็น “พญามังกรซ่อนกาย” และเป็นนักการตลาดระดับปรมาจารย์ อำลาจากโลกนี้ไปด้วยโรคชรา ขณะที่มีอายุ 89 ปี

แม้เขาจากโลกนี้ไปแล้ว แต่เส้นทางธุรกิจสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของเขา เป็นสิ่งที่ต้องจารึกไว้เป็นตำนาน เพื่อเป็นทั้ง “บทเรียน” และ “กรณีศึกษา” ทั้งแก่คนรุ่นนี้และรุ่นหลัง เฉพาะอย่างยิ่งความเก่งทางด้านกลยุทธ์การตลาดที่เหนือชั้น สามารถปลุกปั้นเครื่องดื่มชูกำลังนาม “กระทิงแดง” หรือ “เรดบูล” เพียงแบรนด์เดียวก็ประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ เกรียงไกรโดดเด่นขจรขจายจากไทยไปทั่วโลก

เมื่อเพ่งพิจารณาถึงสไตล์ หรือมรรควิธีบริหารของเจ้าสัวผู้นี้ ปรากฏว่านอกจากยึดหลักการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย บากบั่น มุ่งมั่น ทำงานหนัก ไม่นิยมชมชอบความหรูหราแล้ว ยังเป็นผู้ที่มีสไตล์บริหารธุรกิจ ที่ไม่มีใครเหมือนหรือไม่เหมือนใคร อีกด้วย

ความแตกต่างและความโดดเด่น ในการดำเนินธุรกิจการค้าของเขา เช่น การไม่ต้องพึ่งพาอาศัยขุนพล หรือนักบริหารมืออาชีพ หากแต่มีสไตล์บริหารแบบตะวันออก คือบริหารแบบชาวจีนยุคก่อน อีกทั้งขยายกิจการอย่างระมัดระวังและมีจังหวะก้าว ตลอดถึงมีการสำรวจค้นคว้า หรือศึกษาจนถ่องแท้ในธุรกิจที่จะลงทุน

ทั้งนี้ ผู้นำตระกูลอยู่วิทยาที่ชื่อ “เฉลียว อยู่วิทยา” เริ่มต้นก่อตั้งและบุกเบิกเครื่องดื่มชูกำลังเพียงแบรนด์เดียวคือ “กระทิงแดง” หรือ “เรดบูล” ด้วยการต่อยอดธุรกิจนี้จากโรงงานผลิตยาปฏิชีวนะของเขา ที่มีพนักงานไม่ถึง 10 คน

หลังจากค้นพบสูตรเครื่องดื่มชูกำลัง “กระทิงแดง” แล้ว ก็ใช้เวลาตระเตรียมทางด้านการผลิตและการตลาดระยะหนึ่ง จึงเริ่มต้นผลิตจำหน่ายและได้รับความนิยมจากนักดื่มอย่างแพร่หลายกลายเป็นเครื่องดื่มประเภทชูกำลังชั้นนำแบรนด์หนึ่งของไทย

กระทั่งในปี 2527 นักธุรกิจชาวออสเตรียที่ชื่อ “ดีทริช เมเทสซิทซ์” ลิ้มลองรสชาติแล้วพึงพอใจ จึงตัดสินใจร่วมก่อตั้ง บริษัท เรดบูล จีเอ็มบีเอช ออสเตรีย จำกัด ด้วยการร่วมทุนระหว่างตระกูลอยู่วิทยากับนักธุรกิจชาวออสเตรียผู้นี้

ในปี 2530 แบรนด์ “เรดบูล” เริ่มต้นจำหน่ายครั้งแรกในประเทศออสเตรีย ต่อมาเครื่องดื่มชูกำลังนี้ก็ขจรขจายไปทั่วโลก กลายเป็นแบรนด์ครองใจนักดื่มชาวต่างชาติในเวลารวดเร็ว เฉกเช่นฐานะของ เจ้าสัวเฉลียว อยู่วิทยา ก็มั่งคั่งร่ำรวยติดอันดับโลกอย่างรวดเร็ว

นั่นก็คือเขาถูกจัดอันดับจากนิตยสาร “ฟอร์บส์” ให้ร่ำรวยติดอันดับ 260 อภิมหาเศรษฐีโลก ในปี 2551 และในปี 2552 ก็ยังได้รับเลื่อนอันดับเป็น 151 อภิมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยระดับโลก ซึ่งมีความมั่งคั่งร่ำรวยอันดับ 1 ของไทย โดยมีทรัพย์สินประมาณ 132,000 ล้านบาท

ในปี 2555 ซึ่งเป็นปีที่เขาเสียชีวิต นิตยสารฉบับนี้จัดอันดับให้เขาเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 3 ของไทย และติดอันดับ 205 ของอภิมหาเศรษฐีโลก ด้วยสินทรัพย์ประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 150,000 ล้านบาท รองจาก เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ และเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี

------------------------------------

15 มรรควิธีรวยแบบ 3 เจ้าสัว

1.ดำเนินธุรกิจที่สุขุมลุ่มลึก ให้ความสำคัญกับระบบอุปถัมภ์ ตลอดถึงต้องซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค

2.ศึกษาและแสวงหาความรู้ รวมทั้งมีการวิเคราะห์เจาะลึกทางด้านการตลาด ไม่ลงทุนในกิจการที่ตนไม่ถนัดและไม่ชอบ รอจังหวะที่เหมาะสม

3.ตัดสินใจรุกหรือถอยทางธุรกิจ อย่างเด็ดเดี่ยวทันกาล กล้าได้กล้าเสีย ยอมขาดทุนก่อน มีกำไรภายหลัง

4.ยึดหลักสร้างภาพลักษณ์โดดเด่น ด้วยกิจกรรมทางสังคม

5.มีศิลปะใช้คนให้เหมาะกับงาน ใช้งานให้เหมาะกับคน เปิดโอกาสให้บุคลากรในองค์กรได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เปิดใจกว้างรับฟังและเรียนรู้

6.ยึดหลักการบริหารงานแบบทีมเวิร์ค ด้วยวิธีกระจายอำนาจ ไม่เหมาทำงานหรือมุ่งบริหารงานด้วยคนๆ เดียว

7.มีความสามารถสร้างคน และรักษาคนให้อยู่กับองค์กรยาวนาน ยึดหลัก “ใช้คนไม่ระแวง ถ้าระแวงไม่ใช้” และให้ผลตอบแทนที่ดี

8.ยึดหลักทำในสิ่งที่ชอบ และชอบในสิ่งที่ทำ และรู้ในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่รู้

9.มีการปรับเปลี่ยนระบบบริหาร และปรับเปลี่ยนบุคลากรในองค์กร ให้ทันยุคทันสมัยอยู่เสมอ

10.ยึดหลักการบริหารแบบผสมผสาน ระหว่างตะวันตกกับตะวันออก เฉพาะอย่างยิ่งนำแนวทางบริหารที่ก้าวหน้าทันสมัย

11.ยึดหลักขยายธุรกิจครบวงจร แต่ต้องสร้างธุรกิจเดิมให้มีความมั่นคงเสียก่อน

12.เน้นประกอบธุรกิจที่สามารถขยายฐานลูกค้า ไม่จำกัดเฉพาะเชื้อชาติหรือประเทศหนึ่งประเทศใด

13.เป็นผู้ที่มีโลกทัศน์และวิสัยทัศน์กว้างไกล เฉพาะอย่างยิ่งวิสัยทัศน์ทางการค้า มองเห็นในสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น

14.“คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก” และ “ทำใหญ่ไม่ทำเล็ก” ด้วยเหตุนี้จึงต้อง “อิงฐานอำนาจรัฐ” เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ

15.อาศัยพันธมิตรทางธุรกิจ เฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีของพันธมิตร มาสรรค์สร้างสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตน
Read more ...

หนังสือ Winning

29.11.54
โดยPost Today

แจ๊ค เวลซ์ 

อดีตซีอีโอของบริษัท จีอี 

ได้รับการยกย่องจากวารสารฟอร์จูนเดือน พ.ย. ค.ศ. 1999 ว่าเป็นผู้จัดการยอดเยี่ยมของศตวรรษนี้ ...

หลังจากเกษียณ เขาเดินสายบรรยายทั่วโลกกว่า 3 ปี จากคำถามของผู้จัดการชั้นยอดทั่วโลกกว่า 150 ครั้ง เขาและภรรยาคือซูซี ตัดสินใจที่จะรวบรวมคำตอบเหล่านั้นเป็นหนังสือที่ชื่อว่า Winning

ซูซี

เคยเป็นอดีตบรรณาธิการหนังสือวารสารฮาร์วาร์ดบิซิเนสรีวิว วารสารธุรกิจชั้นนำของโลก มาเพิ่มสีสันอย่างมากกับหนังสือเล่มนี้

เมื่อนำ 3 ปัจจัย คือ คำถามจากยอดผู้จัดการ คำตอบจากซูเปอร์ซีอีโอ และการเรียบเรียงจากอดีตยอดบรรณาธิการทำให้หนังสือเล่มนี้เด่นมาก ขนาด

วอร์เร็น บัฟเฟต์

เขียนหน้าปกให้บอกว่า 

“อ่านเล่มนี้แล้วไม่ต้องอ่านหนังสือเรื่องการบริหารเล่มใดอีกเลย”

 ตอกย้ำด้วยคำพูดของบิลล์ เกตส์ในปกท้ายว่า “ตรงไปตรงมา กระชับ โดยมีแนวทางว่าจะประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจอย่างไรสำหรับทุกคน ตั้งแต่จบใหม่ยันซีอีโอ”

หนังสือแบ่งออกเป็น 5 ภาค 20 บท คือ

- พื้นฐาน มี 5 บท คือ พันธกิจ ค่านิยมองค์กร ความโปร่งใสตรงไปตรงมา การบริหารผลงานตามความสามารถ และคุณค่าของแต่ละบุคคล

- องค์กรของคุณ มี 5 บท คือ ภาวะผู้นำ การสรรหาบุคลากร การบริหารคน การให้ออก การเปลี่ยนแปลง การบริหารวิกฤต

- การแข่งขัน มี 5 บทเช่นกัน คือ ยุทธศาสตร์ งบประมาณ การเติบโต การควบรวม และ Six Sigma

- ความก้าวหน้าทางอาชีพ มี 4 บท คือ งานที่ตรงกับเรา การได้รับการเลื่อนขั้น จุดอับ และการบริหารความสมดุลงานกับส่วนตัว

- ภาคท้ายมีบทเดียวที่ ตอบคำถามประเภทนานาสาระ
หนังสือเล่มนี้มีแนวทางที่เรานำไปไช้ได้จริง อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวัง 2 ข้อ คือ มันไม่ใช่อะไรที่สำเร็จรูปแบบมาม่า และเป็นสิ่งที่แจ๊คทำแล้วเวิร์กในช่วงที่เขาเป็นซีอีโอ โดยที่มีปัจจัยต่างๆ เช่น การนำปรัชญาการพูดแบบตรงไปตรงมามาใช้ (ซึ่งแจ๊คใช้เวลานับ 10 ปี กว่าจะสร้างวัฒนธรรมองค์กรนี้ที่จีอี) ยังไม่นับรวมถึงการที่จีอีมีเครื่องมือการจัดการต่างๆ

ต้องใช้ดุลพินิจนำไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมแต่ละองค์กร ผมสรุปสำหรับคอลัมน์ 3 สัปดาห์ โดยสรุปบทที่ 5 เรื่องภาวะผู้นำ บทที่ 6 เรื่องการสรรหา และบทที่ 7 เรื่องบริหารคน แต่ว่าท่านต้องไปอ่านทั้ง 20 บท เพื่อเรียนรู้ทางลัดจากแจ๊ค

ภาวะผู้นำ

สมัยที่เราเป็นระดับปฏิบัติการความสำเร็จมาจากการพัฒนาตัวเรา พอมาเป็นผู้นำความสำเร็จมาจากการพัฒนาคนอื่นๆ

ภาวะผู้นำมีเรื่องของความขัดแย้งกันในตัวเองของระยะสั้นและระยะยาวอยู่เยอะ เช่น คำถามยอดฮิตว่า “ผมจะต้องทำให้ผลงานไตรมาสนี้เข้าเป้า และในขณะเดียวกันก็ต้องทำให้แผนงาน 5 ปี ดำเนินไปได้ด้วยดี จะเอาไงกันแน่ครับ”

แจ๊คตอบว่า “ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งความเป็นจริง ใครก็บริหารระยะสั้นได้เพียงแค่ลดทุกอย่างซี และใครก็บริหารระยะยาวอย่างเดียวได้ก็นั่งฝันเข้าไป แต่ว่าคุณเป็นผู้นำเพราะว่ามีใครบางคนเชื่อมั่นว่าคุณสามารถจะทำได้ทั้ง 2 กรณี พร้อมๆ กัน เขาเห็นศักยภาพ ประสบการณ์ และความหนักแน่นในตัวคุณไง

การบริหารสิ่งที่ขัดแย้งกันในตัวเอง เป็นเรื่องของภาวะผู้นำและภาวะผู้นำไม่มีเช็กลิสต์ให้หรอก”

แจ๊คเสนอ 8 ข้อที่เขาเรียกว่ากฎของผู้นำ

1. ผู้นำไม่ลดละความพยายามที่จะยกระดับคน 
ใช้ทุกโอกาสในการประเมิน โค้ช และสร้างความมั่นใจให้กับทีม การประเมินครอบคลุมไปถึงการจัดคนให้ตรงกับงาน สนับสนุนเขา โยกย้ายคนที่ไม่เหมาะกับงาน การโค้ชรวมไปถึงการทำทุกวิถีทางที่จะบอกเรื่องผลงานแบบตรงไปตรงมาเพื่อทำให้เขาทำงานได้ดีที่สุด การพัฒนาคนต้องทำทุกวัน ไม่ใช่พูดคุยกันปีละครั้งตอนประเมินผลงาน ให้มองว่าผู้นำคือชาวสวนที่มือขวาถือกระบวยรดน้ำ มือซ้ายถือปุ๋ย บางครั้งก็ต้องถอนต้นไม้ที่ไม่ดีออกไป ส่วนใหญ่แล้วเป็นการเพาะบ่ม แล้วรอคอยการเติบโตของไม้นั้น 

2. ผู้นำต้องมั่นใจว่าทุกคนเข้าใจวิสัยทัศน์อย่างชัดเจน 
ขนาดหายใจเข้าออกเป็นวิสัยทัศน์ พูดง่ายๆ ว่าปลุกคนของเรากลางดึกนี่ท่องได้แบบอาขยานเลย เขาบอกว่าสมัยเขานั้น ช่วงที่เขาพูดเกี่ยวกับวิสัยทัศน์นั้นจ้ำจี้จำไชจนตัวเองเอียนไปเลย แต่ต้องทำ โดยสื่อสารกับทุกระดับ ไม่ใช่แค่ระดับจัดการ

3. ผู้นำกระตุ้นจูงใจให้คนมีความรู้สึกกระตือรือร้นและคิดบวกในการทำงาน 
ผู้นำต้องต่อสู้กับแรงเสียดทานเชิงลบ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปพูดหวานหลอกพนักงาน เราต้องแสดงออกให้พวกเขาเห็นว่าเรามีพลังและกำลังใจ มีทัศนคติ “เราทำได้” เมื่อเผชิญกับปัญหาและความท้าทาย ซึ่งเราต้องไม่นั่งจมปลักในออฟฟิศ แต่ต้องออกไปทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับทีมงาน ให้เขารู้สึกได้จริงๆ ว่าเราแคร์พวกเขา

4.ตรงไปตรงมา โปร่งใส และเชื่อถือได้

5. กล้าตัดสินใจในเรื่องที่ฝืนความรู้สึกคนหมู่มาก และมั่นใจในสัญชาตญาณตัวเอง 
การตัดสินใจบางอย่างอาจมีแรงต่อต้านสูงจากคนของเรา ต้องเริ่มต้นด้วยการรับฟังพวกเขาอย่างตั้งใจ แล้วอธิบายเหตุผลของการตัดสินใจให้ชัดเจนที่สุด และลงมือดำเนินการ อย่ามัวรีรอ หรือปลอบประโลมมากเกินไป เราเป็นผู้นำไม่ได้เป็นเพราะว่าต้องการมาหาคะแนนนิยม เรามาเพื่อนำพวกเขา คุณได้รับการแต่งตั้งแล้ว ไม่ต้องหาเสียงสนับสนุนแบบนักการเมือง ในบางกรณีคุณอาจต้องใช้สัญชาตญาณในการตัดสินใจ กล้าและมั่นใจ อย่าลังเล คุณได้เป็นผู้นำเพราะมีประสบการณ์และเห็นมามากกว่าคนอื่น

6. กล้าถาม กล้าซักค้าน และผลักดันให้เกิดงาน 
เวลาที่เราเป็นระดับปฏิบัติการ เราต้องเก่งและรอบรู้ในงานของเรา แต่เมื่อเรากลายเป็นผู้นำแล้ว บทบาทเปลี่ยนไป เราต้องถามเก่งแทน บางทีคุณอาจจะดูเหมือนคนที่โง่ที่สุดในห้องประชุมจากคำถามของคุณ และเมื่อถามไปแล้วก็ให้แน่ใจว่าได้คำตอบ ตลอดจนคนของเรานำสิ่งที่บอกจะทำไปทำจริงๆ อย่ามั่นใจว่าคนบอกอะไรเราแล้วเขาจะทำตามที่บอก ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง

7. ผู้นำจุดประกายให้คนกล้าเสี่ยง โดยการทำตัวให้เป็นแบบอย่าง 
สมัยทำงานใหม่ๆ แจ๊คเคยทดลองเคมีบางอย่างจนห้องแล็บระเบิด แต่ไม่มีใครบาดเจ็บ เขาวิตกมากเมื่อต้องไปรายงานสิ่งที่เกิดกับผู้บริหารระดับสูงที่ชื่อชาร์ลี รีด แทนที่จะได้รับการตำหนิและกล่าวโทษ ชาร์ลีกับแสดงความเห็นใจ สอบถามถึงสาเหตุอย่างเป็นระบบ แนะนำกระบวนการและสอนวิธีการป้องกันปัญหาในอนาคต แจ๊คนอกจากจะได้เรียนรู้แนวทางการทำงานแล้ว เขายังได้เรียนรู้ว่าจะทำอย่างไรอย่างเหมาะสม เมื่อผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดผิดพลาดขึ้นมา

8. ฉลองความสำเร็จสำหรับแต่ละคนที่ทำงานเป็นเลิศ 
แจ๊คไม่ชอบงานสังสรรค์ประจำปี เพราะคนส่วนใหญ่ไม่สนุกนัก แต่เขาหมายถึงการที่ใครบางคนทำงานยอดเยี่ยม ก็ต้องมีการสมนาคุณ เช่น ให้รางวัลพิเศษด้วยการให้พาครอบครัวไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์

บทที่ 6 แนวทางการสรรหา

สมัยทำงานใหม่ๆ แจ๊คบอกว่าเขาเลือกคนได้เหมาะเพียง 50% ภายหลังเก่งกล้าสามารถก็พัฒนาได้เป็น 80%

3 คุณสมบัติเบื้องต้น

1. ความซื่อตรง (Integrity) พูดความจริง รักษาคำพูด รับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ ยอมรับผิดอย่างเปิดเผยและแก้ไขมัน รู้กฎหมาย ระเบียบ และทำตามอย่างเคร่งครัด เล่นตามกฎกติกามารยาท

2. ฉลาด โดยระวังไม่ดูจากสถาบันและวุฒิ

3. Maturity มิใช่อายุ มันคือ การที่สามารถทนแรงกดดันได้ และสนุกกับงานและผู้คน รับรู้ความรู้สึกของคนอื่น ร่าเริง

จากนั้นให้พิจารณา 4-E 1P

1. Positive Energy กระตือรือร้นมีพลัง มองโลกในแง่ดี

2. Energize other กระตุ้นจูงใจคนอื่นได้ดี

3. Edge กล้าตัดสินใจ ไม่ใช่ประเภทขอข้อมูลเพิ่มแล้วรีรออยู่นั่น

4. Execute ทำงานให้บรรลุผลสำเร็จได้จริง
5. Passion สนุกกับงาน แคร์คนรอบตัวและทีม ชอบการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง และสนับสนุนให้คนรอบๆ ตัวสนุกกับงานและเรียนรู้ด้วย

ในกรณีระดับสูงมีคุณสมบัติเพิ่มคือ

1. เป็นตัวของตัวเอง มีค่านิยมอะไรก็แสดงออกอย่างนั้น เพราะว่าระดับสูงต้องตัดสินใจเรื่องยากบ่อยๆ มิฉะนั้นก็จะแสดงออกมาแบบขัดแย้งกับตัวเอง เชื่อมั่นในตนเอง กล้าตัดสินใจแบบรวดเร็วอย่างกล้าหาญ เพราะจำเป็นเมื่อเผชิญวิกฤต

2. มองไปข้างหน้าแล้วสามารถเห็นในสิ่งที่คนส่วนใหญ่คาดการณ์ไม่ถึง
3. สรรหาคนที่เก่งและฉลาดกว่าเขามาทำงานด้วย ไม่กลัวที่อาจจะเป็นคนที่เก่งและฉลาดน้อยกว่าลูกทีม

4. อึดสุดขีด สมัยนี้ผู้นำต้องทำผิดพลาดบ่อยๆ กล้าเผชิญสถานการณ์กดดัน กล้าลองผิดลองถูก ที่สำคัญ คือ ผิดแล้วเรียนรู้ ลุกขึ้นสู้ใหม่ ไม่ใช่หนี

เรื่องบริหารคน โดยมี 6 ข้อ คือ ...

1. ยกระดับฝ่ายบุคคลให้สูงขึ้น อย่างน้อยเทียบเท่ากับฝ่ายการเงิน ฝ่ายบุคคลที่เก่งต้องเป็นทั้งพระและพ่อแม่ คือ รับฟังคนของเรา และกำกับเรื่องวินัยได้ดี แจ๊คเล่าว่าในอดีตฝ่ายบุคคลถูกมองแบบผิดๆ เพราะว่า

   a. เรื่องคนเป็นเรื่องที่จับต้องได้ยาก นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่คิดว่าตนเองไม่มีปัญหาในการบริหารคน เรามักได้ยินบ่อยๆ ว่า “ผมให้ความสำคัญกับคน” แต่หาได้ทำหรือรู้จริงแต่อย่างใด กลับไม่คิดว่าต้องพึ่งฝ่ายบุคคล

   b. ติดกับดักงานเอกสารและงานธุรการมากไป

   c. สมัย ค.ศ. 1960-1970 ที่จีอีฝ่ายบุคคลจะเป็นเหมือนมาเฟียสามารถทำให้ใครรุ่งหรือร่วงได้ แถมไม่ค่อยมีกระบวนการโปรโมตที่เป็นระบบเท่าไรนัก

2. ประเมินผลงานด้วยวิธีการที่เป็นระบบแบบจริงจัง โดยมีแนวทาง คือ

   a. ง่ายและชัดเจน การประเมินผลงานควรมีไม่เกินสองหน้ากระดาษ โดยบอกว่าทำอะไรได้ดี และต้องปรับปรุงอะไร

   b. ต้องวัดกันที่ผลงานตามที่ได้ตกลงกันล่วงหน้า

   c. แบบเป็นทางการอย่างน้อยปีละครั้ง ถ้าให้ดีทุก 6 เดือน อย่างไม่เป็นทางการทำบ่อยเท่าที่จะทำได้ ทุกวันหรือทุกโอกาสที่ทำงานร่วมกันกับคนของเรา บอกให้เขารู้ว่าเขาทำได้ดีมากน้อยเพียงใด และอยู่ในระดับไหนเมื่อเทียบกับคนอื่น

   d. ต้องมีการระบุแผนงานพัฒนาและเรียนรู้ในการประเมินผลงานด้วย

3. มีระบบสำหรับการให้รางวัล จูงใจ การยอมรับผลงาน และฝึกอบรม อย่าปล่อยให้คนเก่งๆ ต้องมาลาออกเพราะว่าไม่มีคนหรือระบบที่บอกกับเขาว่า เขาทำงานได้ดีเพียงใด นอกจากนี้อย่าละเลยเรื่องฝึกอบรม โดยเฉพาะคนเก่งๆ เขาอยากยกระดับตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

4. มีวิธีการแบบมืออาชีพเมื่อต้องจัดการเรื่องของคน คือ

   a. สหภาพ สร้างสัมพันธภาพกับสหภาพตลอดเวลา หมั่นพูดคุย พบปะและสื่อสารกับสหภาพอย่างสม่ำเสมอ อย่ารอให้เกิดการสไตรก์แล้วค่อยมาสร้างสัมพันธภาพกัน

   b. ดาวรุ่ง พวกดาวรุ่งอาจจะเป็นมารได้หากจัดการไม่ดี เมื่อใดก็ตามที่ดาวรุ่งเริ่มทำอะไรออกนอกลู่นอกทางแบบไม่ใช่มืออาชีพ อย่ากลัวหรือปล่อยให้เขาทำตามอำเภอใจ หัวหน้าภายใต้การสนับสนุนของฝ่ายบุคคล ต้องเรียกเขามาคุยทันที บอกสิ่งที่เขาทำผิดอย่างตรงไปตรงมา อย่าปล่อยให้ดาวรุ่งเอาบริษัทเป็นตัวประกัน และพร้อมหากว่าเขาลาออกให้มีคนแทนได้ใน 8 ชั่วโมง

   c. พวกดีแล้วล้มไป บางคนอาจจะมาจากสาเหตุนานาประการที่เคยเก่งแล้วตกไป อาจจะต้องโยกย้ายหรือหาทางจุดประกายกระตุ้นให้เขาเก่งเหมือนเดิม อย่าปล่อยให้เสียของ บางครั้งทำให้คนอื่นติดเชื้อไปด้วย

   d. พวกก่อกวน เผชิญหน้าแบบตรงไปตรงมา หลายๆ กรณีอาจจะต้องนำเขาออกจากพื้นที่ หลายคนแก้ไขลำบาก พวกนี้ทำให้เสียบรรยากาศเปล่าๆ

5. ที่จีอีสมัยแจ๊คมีการแบ่งคนตามผลงานเป็น 3 กลุ่ม คือ คนเก่ง 20% ปานกลาง 70% ต่ำ 10% พวกผลงานต่ำหากไม่ดีขึ้น จะถูกให้ออก แต่แจ๊คเตือนว่าอย่าลืมว่างานส่วนใหญ่ในองค์กรเดินไปได้ เพราะคนกลุ่มปานกลาง นี่คือกระดูกสันหลัง คือคนทำงานที่ก้มหน้าก้มตาทำงาน อย่าละเลยพวกเขา โดยไปมุ่งดูแลเฉพาะคนเก่งเท่านั้น แล้วลืมพัฒนาและจูงใจคนกลุ่มใหญ่ ใช้เวลากว่า 50% กับคนกลุ่มนี้ ประเมินเขา สอนเขา ให้กำลังใจเขา แจ๊คแนะนำว่าในกลุ่มคนระดับปานกลางนั้นก็มี 3 ระดับเช่นกัน ฉะนั้นต้องพัฒนาคนในกลุ่มนี้ตามระดับของเขา แจ๊คเน้นว่าการจัดกลุ่มนั้นเป็นไปตลอดเวลา อย่าคิดว่าอยู่ตรงไหนแล้วถูกตีตราตลอดไป ระบบมีไว้เพื่อให้คนตื่นตัวและพัฒนาตนเอง

6. จัดองค์กรให้แบนราบ องค์กรที่มีขั้นตอนมากก็เสียเวลาและค่าใช้จ่าย การลื่นไหลของข้อมูลช้ามีขั้นตอนสับสนวุ่นวาย ผู้จัดการควรมีสายงานบังคับบัญชาดูแลลูกน้องอย่างน้อยสิบคนที่รายงานตรงกับเขา พยายามมีคนรายงานตรงกับผู้จัดการแต่ละคนให้มากกว่า 30-50% ของระดับปกติ

บทสรุปทั้ง 3 สัปดาห์นี้ นำมาเล่าเพียง 3 บท ยังมีเหลือรอให้ท่านอ่านอีก 17 บท รีบไปหามาอ่านกันนะครับ
Read more ...

การบริหารสไตล์ Jack Welch

29.11.54
โดย http://www.mga.co.th/ เมื่อ 27 ก.ย.2544
Jack Welch 

เป็นผู้บริหารระดับสูง CEO ที่ปกครอง GE ตั้งแต่ปี 1980 และพึ่งเกษียณอายุไปหมาด ๆ เมื่อเดือนที่แล้ว (สิงหาคม)

โดยเป็นผู้นำสูงสุดที่ครองตำแหน่งนานถึง 21 ปี หากเรามาชำเแหละดูแนวทางการบริหารของเขาจะพบว่า เขามีทั้งความใส่ใจในตัวลูกน้องและสามารถสร้างแรงกดดันเกี่ยวกับงานให้กับ ลูกน้องได้ในเวลาเดียวกัน หากเรามาดูว่าอะไรที่แจ๊คได้ทำให้กับ GE ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

 แจ็คเน้นการปรับตัวธุรกิจให้ทันกับสภาพแวดล้อมธุรกิจที่เปลี่ยนไป ไม่ว่ากระแสโลกาภิวัตน์, การแข่งขัน, คู่แข่งหน้าใหม่, เทคโนโลยี แจ็คสอนให้ยอมรับความจริง เผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจและให้มองการเปลี่ยนแปลงคือโอกาสในการ พัฒนาธุรกิจ

 แจ๊คตั้งเป้าหมายธุรกิจไว้สูง (ต้น ๆ ปีช่วง 1980 – 1985) เพื่อให้ลูกน้องเล็งเป้าหมายที่สูงรวมถึงให้ธุรกิจในกลุ่มต้องเป็นที่หนึ่ง หรือที่ 2 (To be number 1 or 2 in the business) หากทำไม่ได้ก็ให้ขายทิ้ง กฎของแจ๊คง่ายขายมัน, ปิดมันหรือปรับปรุงธุรกิจให้เป็นผู้นำให้ได้ จงทำธุรกิจที่คุณชำนาญที่สุดและมีโอกาสเป็นผู้นำมากที่สุด

 แจ็คเกลียดระบบการทำงานแบบราชการที่มากขั้นตอน รายงานและงานเอกสารมากมาย มีผู้กลั่นกรองส่งผ่านข่าวสารข้อมูลทำให้ชักช้าเสียเวลา Productivity ต่ำ แจ็คเริ่มระบบปรับโครงสร้างองค์กร ตัดพนักงานที่ไม่จำเป็นออก ให้เหลือแต่คนที่ทำงานจริง ๆ ลดขนาดองค์กร ตัดผู้บริหารระดับกลางออก แม้ว่าองค์กรหรือธุรกิจ GE ขณะนั้นจะมีผลกำไรงามและเติบโตสูงก็ตาม ผล คือ ยอดขายและผลกำไรต่อหัวของธุรกิจ GE มีสูงกว่าธุรกิจอื่น ๆ

 แจ็คสนับสนุนให้ใช้ประสบการณ์และความคิดสร้างสรรจากระดับกลางและล่างมากขึ้น การให้พนักงานมีส่วนร่วมในการปรับปรุงแก้ไขงานตนเองและทิศทางอนาคตของหน่วย งานตนเอง โดยเริ่มโครงการ Workout เป็นทีมงานที่มาจากหลาย ๆ ฝ่ายในองค์กรเพื่อพัฒนาธุรกิจทั้งลดต้นทุน, เพิ่มประสิทธิภาพและแหล่งรายได้ใหม่

นอกจากนี้แจ็คยังสนับสนุนให้องค์กรเป็น องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) แจ็คบังคับให้ค้นหาความคิดและดึงเอาประสบการณ์จากธุรกิจอื่น ๆ หรือฝ่ายอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จากภายในหน่วยงานของตนเองมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจตนเอง มีการประชุมผู้บริหารแลกเปลี่ยนประสบการณ์ข้อมูลธุรกิจซึ่งกันและกันและบ่อย ครั้งพบว่า ความคิดของธุรกิจหนึ่งสามารถนำมาใช้กับอีกธุรกิจได้อย่างดีและนี่คือการ เรียนรู้ แจ็คเน้นเสมอว่าเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ให้เร็ว แล้วรีบนำความรู้ไปใช้ในธุรกิจตนเองอย่างกระหายและเร่งด่วน

 Workout Project (ปลายช่วง 1985 – 1990) จะให้พนักงานรวมกลุ่มเพื่อทำงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งในการปรับปรุงธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจ มี 3 S

- Simplicity ผู้บริหารต้องกล้าให้แนวทางธุรกิจที่เข้าใจง่ายและง่ายต่อการปฏิบัติของพนักงานทั่วทั้งองค์กร

- Speed ผู้บริหารต้องให้สิทธิในการดำเนินงานแก้ระดับล่าง โดยระดับล่างเสนอความคิด ผู้บริหารต้องรีบอนุมัติหรือยกเลิกโครงการในวันท้าย ๆ ของ Workshop เมื่ออนุมัติโครงการแล้วต้องสนับสนุนเงินและบุคลากรแล้วไปให้พ้นทางทีมทำงาน อย่าไปวุ่นวายการปฏิบัติงานอีกให้รอดูผลงานของโครงการนำร่องภายใน 3 - 6 เดือน

- Self Confident ผู้บริหารต้องมั่นใจในตัวเองพอที่จะทำทุกอย่างให้ง่ายไม่มีขั้นตอนมากและ พนักงานเองก็จะมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นจากการมีสิทธิตัดสินใจในหน้าที่ งานของตนเองและพอใจในผลงานและเห็นความสำคัญของงานที่ตนเองทำว่ามีผลต่อการ เติบโตของธุรกิจหรือองค์กร

 การเน้นคุณภาพด้วย Six Sigma (1990 – 1995) คือการเน้นคุณภาพในทุกรูปแบบทั้งบริการ, คุณภาพสินค้า, เวลาการทำงาน โดยพัฒนาคุณภาพให้มีข้อบกพร่องเพียง 3.4 จุดใน 1 ล้านครั้งของการทำงาน ทีมงาน Workout ได้ถูกนำมาใช้ในงานด้านคุณภาพ ผลดีก็คือ

- ลดงาน Rework ที่ของออกมาด้อยคุณภาพต้องไปทำใหม่ Productivity ก็สูงขึ้น
- ลูกค้าได้ของมีคุณภาพมากขึ้น ความพอใจสูงขึ้น

พนักงานทุกคนคิดแต่ว่าจะเพิ่มคุณภาพในสายงานผลิต บริการ การขนส่ง ลดเวลาทำงาน ส่งของได้ถูกต้อง มีคุณภาพสูง พนักงานถูกสอนให้รู้จักวิเคราะห์สาเหตุและผลที่มีต่อคุณภาพของ Output และรู้จักควบคุมปัจจัยที่มีต่อคุณภาพของ Output

 แจ็คเน้น GE ในการขยายตลาดและการเข้าสู่กระแสโลภาภิวัตน์ (Globalization) แรก ๆ ก็รู้จักส่งออก จากส่งออกเป็นย้ายโรงงานไปผลิตในประเทศอื่น ๆ ที่ใช้ป้อนตลาดท้องถิ่น ขั้นต่อมาคือ การหาแหล่งวัตถุดิบและจ้างงานใช้สมองหรือ Intelligent Capital ของคนท้องถิ่นในต่างประเทศ

Export  Global Production  Global Sourcing  Global Employment

นอกจากได้ขยายตลาดยังได้แหล่งวัตถุดิบ แรงงานถูก ต้นทุนถูกถือว่าเป็นโชค 2 ต่อเลยทีเดียว

 เพิ่มสายการให้บริการ Service โดย Product ทุกตัวจะต้องหาบริการเสริมบริการพ่วงไปกับสินค้าอย่างเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อให้เกิด Total Solution จริง ๆ นอกจากขายสินค้าอย่างเดียว หลังขายสินค้าแล้วจะมี After Market บริการดูแลหลังการขาย ขายอะไหล่ชิ้นส่วน ของใช้สิ้นเปลืองพ่วง รวมถึงการใช้ธุรกิจบริการเป็นหัวหอกในการขยายธุรกิจ เช่น ธุรกิจการเงิน GE Capital, ธุรกิจข่าวสาร CNBC, ธุรกิจบริการพ่วง เช่น Medical Service, Power, Aerospace

 ท้ายสุดการเข้าสู่ระบบ Internet หรือ Digitization การนำธุรกิจเข้าสู่ Internet (1995 – 2000) 

ปัญหาของ GE ไม่ใช่การสร้างต้นแบบธุรกิจใหม่หมด เพราะ GE มีต้นแบบธุรกิจที่แข็งแกร่งอยู่แล้วเพียงแต่จะปรับระบบปฏิบัติการทางธุรกิจ ทาง Off – line เป็นธุรกิจ On-line ได้อย่างไร

1. การปรับระบบปฏิบัติการและขบวนการธุรกิจ จาก Off-line เป็น On-line ตั้งแต่ Buying, Making, Selling, Strategy
 
   1.1 การจัดซื้อ, การประมูล Auction เพื่อประหยัดในการซื้อและเพิ่มความเร็วในการจัดซื้อ ขนส่ง รับของแบบอัตโนมัติ ลดสต๊อกและ Leadtime กับ Supplier GE เอง
 
   1.2 ขบวนการผลิต ช่วยให้ข้อมูลถ่ายเทซึ่งกันและกัน มีการวัดผลแบบทันควัน Real Time ทำให้แก้ไขปัญหาการผลิตได้อย่างรวดเร็วเพิ่มทั้งคุณภาพและ Productivity
 
   1.3 การตลาดสามารถเพิ่มช่องทางใหม่ หาลูกค้าใหม่ ตลาดใหม่ โดยผ่านพาณิชย์อิเล็คโทรนิค (E commerce) การร่วมมือกับคู่ค้าในการแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลการค้าและการตอบสนองลูกค้า แบบรวดเร็ว (Quick Response)
 
   1.4 ด้านกลยุทธ์ การใช้อินเทอร์เน็ตทำให้การสื่อสารในองค์กรเป็นไปอย่างรวดเร็วไม่ติดขัด การผ่านเรื่องนโยบายคำสั่งจากผู้บริหารระดับสูงมายังระดับปฏิบัติการและการ ส่งเรื่องร้องเรียนและข้อเสนอแนะไปยังผู้บริหารระดับสูง รวมถึงการแชร์แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และข่าวสารข้อมูลทั่วทั้งองค์กร การให้ระบบ E learning การสื่อสารวิดีโอการประชุมในระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ทั้งหมดเพื่อให้เกิด ความร่วมมือทั้งองค์กรและกับคู่ค้าและลูกค้า โดยต้นแบบธุรกิจของ GE ยังคงเดิม ใช้ความถนัดความเชี่ยวชาญเดิมของ GE เพียงแต่ให้การปฏิบัติการเดิมมาอยู่ในรูปเว็ป (Web Enabled base) เท่านั้น

2. การสร้างรายได้ใหม่โดยเปลี่ยนจากแค่ทำโบชัวร์อิเล็คโทรนิคเป็นการทำให้เกิดธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ตให้ได้ (Transaction)

โดยสรุปแจ็คได้เน้น Speed หรือความเร็วในการปรับธุรกิจให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

- ลดระบบปฏิบัติการแบบราชการนิยม (Boundaryless)
- ทำธุรกิจที่ตนเองมีความถนัดได้เปรียบที่สุด (To be number 1 or 2)
- เน้นการมีส่วนร่วมในการบริหารของพนักงาน (Workout)
- Learning Organization เรียนรู้จากธุรกิจอื่น ๆ ลอกเลียนกลยุทธ์หากนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจตนเองได้
- Six Sigma เน้นคุณภาพทั่วทั้งองค์กรที่ลูกค้าสามารถรู้สึก เห็น สัมผัสได้และมีผลต่อรายได้ของลูกค้าหรือความคุ้มค่าของลูกค้า
- Globalization ขยายตลาดและแหล่งการผลิตการจัดซื้อและการจ้างงานใหม่ๆ
- Service เพื่อขยายแหล่งรายได้ใหม่และสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันผสมบริการเข้ากับผลิตภัณฑ์ที่ขายให้เป็นเนื้อเดียวกัน
- Digitization ตะปูตัวสุดท้ายในการปิดฝาโลงระบบราชการนิยม และเพิ่มความเร็วในการดำเนินธุรกิจ
Read more ...